ตลาดหุ้นทั่วโลกปิดลบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และความกังวลต่อฟองสบู่ในหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นจากความเสี่ยงด้านอุปทานรัสเซีย
ดัชนีหุ้นยุโรป–เอเชียร่วงตามวอลล์สตรีท
ดัชนีหุ้นสำคัญในยุโรปและเอเชียปรับลดลงพร้อมกัน โดย FTSE 100 ของลอนดอน ร่วง 1.1% หลังพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษและค่าเงินปอนด์อ่อนค่าตามรายงานที่ระบุว่า Rachel Reeves รัฐมนตรีการคลัง เตรียมยกเลิกแผนขึ้นภาษีเงินได้ในงบประมาณรอบถัดไป
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ข่าวดังกล่าวเพิ่มความกังวลต่อวินัยการคลังของรัฐบาลอังกฤษ ส่งผลให้ตลาดหุ้นใน ปารีส–แฟรงก์เฟิร์ต รวมถึงตลาดใน โตเกียว ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ ปิดลบตามกัน
หุ้นเทคโนโลยีเริ่มสั่นไหว หลังขึ้นแรงหลายเดือน
Fawad Razaqzada นักวิเคราะห์ตลาดจาก StoneX กล่าวว่า "หลังจากปรับขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่เดือนเมษายน หุ้นเทคโนโลยีเริ่มมีสัญญาณสั่นไหวในสัปดาห์นี้ และมูลค่าหุ้นหลายกลุ่มดูสูงเกินจริง"
ในตลาดสหรัฐฯ ดัชนี Nasdaq ฟื้นตัวจากแรงขายหนักเมื่อวันก่อน แม้ดัชนีหุ้นกลุ่มอื่นยังเคลื่อนไหวผันผวนจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI
ความคาดหวังลดดอกเบี้ยเฟดเดือนธันวาคมเริ่มหาย
เทรดเดอร์ลดโอกาสที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม หลังเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนส่งสัญญาณกังวลต่อการผ่อนนโยบายการเงิน ในขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังทรงตัวในระดับสูง Jim Reid กรรมการผู้จัดการจาก Deutsche Bank ระบุว่า
“เป็นสัปดาห์ที่ผันผวน ทั้งจากความโล่งใจหลังการปิดรัฐบาลยุติลง และความกังวลต่อความร้อนแรงของหุ้น AI รวมถึงความไม่แน่ใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยหรือไม่"
ราคาน้ำมันดิบเด้งแรงจากความเสี่ยงอุปทานรัสเซีย
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมากกว่า 2% หลังฟื้นตัวจากการร่วงหลายวันก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากรายงานประจำเดือนของ OPEC ที่ประเมินว่าไตรมาส 3 อาจมีอุปทานส่วนเกินลดลง
ด้าน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียในเดือนที่ผ่านมา อาจกระทบผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซียถึง 2 ราย และสร้างความเสี่ยงใหม่ต่อเสถียรภาพอุปทานโลก





