GMM พลิกธุรกิจเพลง ดัน GMM Music เข้าตลาดหุ้น

2 ส.ค. 2566 - 11:26

  • แกรมมี่ Spin-Off จีเอ็มเอ็ม มิวสิค เข้าตลาดหุ้น

  • เผยเป็นการระดมทุนพลิกธุรกิจเพลงครั้งใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘New Music Economy’

GMM_music_SET_spin_off_economy_artist_SPACEBAR_Hero_a5debe4ee8.jpeg
โอกาสครบรอบ 40 ปี GRAMMY ทำให้เราเห็นภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลง หลัง GRAMMY ประกาศดัน ‘จีเอ็มเอ็ม มิวสิค’ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกำหนดขาย IPO จำนวนไม่เกิน 30% ของหุ้นทั้งหมด หวังสร้าง New Music Economy ลุยผลิตศิลปิน เพลง คอนเสิร์ต เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ป้อนตลาดไทย-ต่างประเทศ 

ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม มิวสิค เผยที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ทำการอนุมัติแผนการ Spin-Off ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (GMM MUSIC) ซึ่งเป็น Flagship Company ของกลุ่มจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ในการดำเนินธุรกิจเพลงแบบครบวงจรเพื่อระดมเงินทุนในการสร้างการเจริญเติบโตให้กับอุตสาหกรรมเพลงภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘New Music Economy’
GMM_music_SET_spin_off_economy_artist_SPACEBAR_Photo_V01_5c2ea71363.jpeg
ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม มิวสิค
โดยเงินลงทุนในครั้งนี้จะนำไปใช้ เพื่อการขยายธุรกิจในหลายภาคส่วนโดยมุ่งหวังที่จะสะท้อนให้เกิดระบบเศรษฐกิจใหม่ ขยายอุตสาหกรรมเพลงทั้งตลาด พร้อมเน้น 7 ยุทธศาสตร์การขยาย ได้แก่ 

1. Double Up Production 
ขยายการผลิต เป็นอีกเท่าตัวจากการผลิตในปัจจุบัน โดย GMM MUSIC มีแผนจะเพิ่มการผลิต ได้แก่ 
  • ‘เพลง’ จาก 400 เพลงต่อปี เป็น 1,000 เพลงต่อปี 
  • ‘ศิลปิน’ จาก 120 ศิลปิน เป็น 200 ศิลปินภายใน 5 ปี 
  • ‘Playlist’ เข้าสู่ Streaming Platform จาก 3,000 Playlists เป็น 6,000 Playlists ต่อปี 
  • ‘Full Album’ จาก 30 อัลบั้มต่อปี เป็น 50 อัลบั้มต่อปี 
  • ‘ศิลปินฝึกหัด’ จาก 150 ศิลปิน เป็น 300 ศิลปินต่อปี 
2. Showbiz Expansion 
ขยาย Scale ของ Music Festival ที่ครอบคลุมสูงสุดทั่วประเทศ สู่การรองรับจำนวนผู้ชมซึ่งจะมากกว่า 500,000 คนต่อปี ด้วยความตั้งใจร่วมมือกับทุกค่ายเพลง พร้อมต่อยอดแหล่งรายได้ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว กวาดรายได้ทั้งในประเทศ และจากต่างประเทศ ในขณะที่ Arena Concert นอกจากจะมี Line Up ที่ครอบคลุมตั้งแต่ศิลปินยุคแจ้งเกิดของบริษัทจนถึงศิลปินยุคปัจจุบัน GMM MUSIC จะร่วมมือกับพันธมิตรทั้งใน และต่างประเทศในการขยาย Segment เดินหน้าสู่การเป็นผู้จัด International Fan Meeting & Concert อย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมจับมือกับ Promoter เจ้าต่าง ๆ ใน Southeast Asia เพื่อการขยายตัว 

3. Local Alliance 
ขยายพันธมิตรทางดนตรี ร่วมจับมือกับค่ายเพลงในประเทศไทย ผ่านการ M&A (Mergers &  Acquisitions) หรือ JV (Joint Venture) เพื่อสร้าง Synergy Value ในการขยายการผลิต และการเติบโตทางธุรกิจทุกช่องทาง ร่วมกันสร้างให้อุตสาหกรรมเพลงไทยเติบโตใหญ่ยิ่งขึ้นในระบบเศรษฐกิจมหภาค โดยสามารถสร้างการขยายตัวได้ทั้งในเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ พร้อมการสร้างรายได้ที่มากขึ้น 

4. Global Strategic Partner 
ขยายการจับมือกับบริษัทชั้นนำในต่างชาติผ่านการ JV (Joint Venture) เพื่อการสร้างงานเพลง และส่งเสริมศิลปินไทย เดินหน้าสู่ศักยภาพ และมาตรฐานใหม่ในระดับสากล (Thailand Soft Power) ซึ่งการเดินหน้าจับมือในครั้งนี้ บริษัทได้วางแผนที่จะจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้นำในภูมิภาคต่าง ๆ (Global Leader) อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา, สแกนดิเนเวีย, จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น และประเทศเพื่อนบ้านในแถบ Southeast Asia ซึ่งการเดินหน้า JV ต่าง ๆ นี้จะคล้ายคลึงกับการ JV ของ GMM MUSIC กับ บริษัท YG Entertainment ในการจัดตั้ง JV YGMM เพื่อคัดสรร และผลิตศิลปินไทยป้อนสู่ระดับสากลที่ได้เกิดขึ้นแล้ว 

5. Media Networking 
ขยายวงล้อมการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพในทุกรูปแบบ และทุกช่องทางการสื่อสารผ่านการสร้าง Partnership Deal หรือ JV เพื่อแลกเปลี่ยนศักยภาพทางธุรกิจที่ต่อยอดได้ไม่รู้จบทั้งสื่อทางด้าน On Air  On Board Online และ On Ground ส่งเสริมการ Promote ศิลปินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 

6. Data Intelligent 
ขยายศักยภาพการบริหารจัดการข้อมูล Big Data ผ่านการลงทุนเพิ่มด้าน Data Scientist Machine Learning และระบบ AI พร้อมสร้าง Tools ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ทั้งในเชิงการค้า การบริหารจัดการ และการพัฒนาศิลปิน รองรับธุรกิจแห่งอนาคตที่ให้ความสำคัญด้าน Personalization Offering 

7. New World Talent 
ขยายทีมงานแห่งอนาคตด้วยการลงทุนในบุคลากรรุ่นใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยความเชี่ยวชาญใหม่ ๆ ความคิดใหม่ ๆ และแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เข้ามาช่วยเติมเต็ม สืบทอด ต่อยอด รองรับการก้าวไปข้างหน้าของธุรกิจเพลง 

“อุตสาหกรรมเพลงทั่วโลกกลับมาเติบโตถึงจุดที่เรียกว่า Music Second Wave หรือเรียกง่ายๆ ว่ากลับมาสู่จุดรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง และกำลังเติบโตขึ้น ทำให้จีเอ็มเอ็ม มิวสิคพร้อมที่จะขยายการเติบโตในอนาคต” ภาวิต กล่าว 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ยังให้มุมมองระยะ 40 ปีข้างหน้า ประกาศทำให้อุตสาหกรรมเพลงไทยเติบโตร่วมไปกับทุกศิลปิน ทุกค่ายเพลง เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตไม่แพ้สัดส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจเพลงในตลาดโลก 
GMM_music_SET_spin_off_economy_artist_SPACEBAR_Photo_V02_de7bad7cfc.jpeg
ฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม มิวสิค
เช่นเดียวกับ ฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม มิวสิค กล่าวต่อไปว่า การ Spin-off ที่จะเกิดขึ้นนี้ บริษัทตั้งอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจที่มีความแข็งแรง ทั้งขนาดรายได้ ขนาดกำไร คุณภาพของศิลปิน และคุณภาพของทีมงาน โดยมั่นใจว่าหากเราผลักดัน New Music Economy ได้นั้น อาจหมายถึงการสร้างรายได้เติบโตได้เป็น 2 เท่า โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาและอยู่ในขั้นตอนการสรุปดีลกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศความร่วมมือต่างๆ ได้ภายในไตรมาส 3-4 ของปี 2566  

ฟ้าใหม่ ยังเผยที่มาของรายได้ จีเอ็มเอ็ม มิวสิคมี ปัจจุบันมาจาก 5 แหล่งธุรกิจหลัก ได้แก่ 
  • Music Digital Business มียอดรายได้ที่ 1,152 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 34% 
  • Music Artist Management Business มียอดรายได้ที่ 1,177 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% 
  • Showbiz Business มียอดรายได้ที่ 678 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% 
  • Right Management Business มียอดรายได้ที่ 234 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7% 
  • Physical Business มียอดรายได้ที่ 147 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4% 
โดยในปี 2566 บริษัทตั้งเป้าสร้างรายได้อยู่ที่ 3,800 ล้านบาท และพร้อมสร้างผลประกอบการแบบ New High ภายในปี 2567 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์