ทองคำเปิดสัปดาห์ที่ 68,900 บาท จับตาซัมมิตสหรัฐฯ-จีน คลี่คลายวิกฤติอิหร่าน ขณะที่ทิศทาง Bond Yield และถ้อยแถลงกรรมการเฟด อาจชี้แรงซื้อ-ขายระยะถัดไป
ราคาทองคำยังอยู่ท่ามกลางแรงส่งจากหลายปัจจัย ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตร โดยสัปดาห์นี้มีหลายประเด็นสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางราคาทองคำ โดยเฉพาะการประชุมสุดยอดระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ขณะที่ตลาดยังจับตาสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านนโยบายการเงิน นักลงทุนเตรียมรับมือถ้อยแถลงของกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งอาจสะท้อนมุมมองของตลาดต่อเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
ล่าสุด สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองคำประจำวันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 11:19 น. ครั้งที่ 7 โดยทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อที่ 68,600 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 68,800 บาท ปรับขึ้น 50 บาทจากประกาศก่อนหน้า ขณะที่ราคาทองคำแท่งเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้าปรับลดลง 250 บาท
ทองคำยังมีแรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยบทวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดทองคำ ระบุว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำฟื้นตัว หลังราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI เริ่มย่อตัวจากความกังวลด้านอุปทานที่ผ่อนคลายลงบางส่วน หลังซาอุดีอาระเบียพยายามแก้ปัญหาการขนส่งน้ำมันด้วยการจัดส่งน้ำมันดิบเพิ่มเติมผ่านโอมาน โดยใช้วิธีถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ หรือ Ship-to-Ship Transfer
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดแคลนน้ำมันในระยะสั้น ขณะที่ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline อยู่ระหว่างการเร่งซ่อมแซม
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า การหยุดชะงักของท่อส่งน้ำมันดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว และคาดว่าจะสามารถแก้ไขได้ภายในไม่กี่วัน ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดให้เรือพาณิชย์เดินทางได้
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการขนส่งน้ำมันยังไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติทั้งหมด โดยข้อมูลจาก United Against Nuclear Iran ระบุว่า จำนวนเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม และเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งยังเลือกใช้การถ่ายโอนน้ำมันแบบ Ship-to-Ship นอกช่องแคบเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ดังนั้น แม้ราคาน้ำมันจะมีแรงกดดันจากความหวังว่าอุปทานจะทยอยกลับมา แต่ทิศทางราคายังขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านจะคลี่คลายได้มากน้อยเพียงใด หากการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางกลับมาดำเนินการได้ต่อเนื่อง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาพลังงานอาจลดลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ตลาดนำไปประเมินต่อถึงแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ และทิศทางทองคำ แต่หากความขัดแย้งขยายวงและกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันมากขึ้น ราคาน้ำมันอาจกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง และทำให้ตลาดต้องกลับมากังวลเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด
จับตา ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ กับตัวแปรอิหร่านและฮอร์มุซ
อีกหนึ่งไฮไลต์ของสัปดาห์คือการเตรียมการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน หลังหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หารือกันเพื่อเตรียมการประชุมระดับผู้นำ
ประเด็นที่ตลาดจับตาไม่ได้มีเพียงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ แต่ยังรวมถึงสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยจีนมีท่าทีสนับสนุนให้สหรัฐฯ และอิหร่านใช้แนวทางการทูตและการเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง
หากการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ และจีนส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสถานการณ์อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ อาจช่วยลด Risk Premium ในตลาดพลังงาน และกดดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวลงได้
ในทางกลับกัน หากการหารือไม่สามารถสร้างความคืบหน้าเกี่ยวกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะปัญหาไต้หวันและความสัมพันธ์กับอิหร่าน ความไม่แน่นอนอาจยังคงอยู่ และทำให้ตลาดทองคำต้องเผชิญแรงซื้อจากความเสี่ยงควบคู่กับแรงกดดันจากเงินเฟ้อ
ประมูลพันธบัตร 2 ปี ชี้ทิศทาง Bond Yield
วันที่ 23 กันยายนนี้ ตลาดจะจับตาการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่สะท้อนความต้องการของนักลงทุนต่อพันธบัตรระยะสั้น และอาจส่งผลต่อทิศทาง Bond Yield ในตลาดรอง
ข้อมูลการประมูล 3 เดือนก่อนหน้า พบว่า High Yield ปรับจาก 4.189% ในเดือนมิถุนายน ขึ้นไปแตะ 4.315% ในเดือนกรกฎาคม ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 4.204% ในเดือนสิงหาคม
ขณะที่ Bid-to-Cover Ratio อยู่ที่ 2.64 เท่าในเดือนมิถุนายน เพิ่มเป็น 2.66 เท่าในเดือนกรกฎาคม ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 2.60 เท่าในเดือนสิงหาคม
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีจะลดลงจากจุดสูงสุดในเดือนกรกฎาคม แต่ความต้องการซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นักลงทุนยังคงต้องประเมินความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
สำหรับการประมูลเดือนกันยายน ตลาดจึงต้องจับตาว่า หาก High Yield ปรับขึ้นพร้อมกับ Bid-to-Cover Ratio ลดลง อาจสะท้อนว่าตลาดต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลให้ Bond Yield ในตลาดรองปรับตัวขึ้น และเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ
ในทางกลับกัน หาก Bid-to-Cover Ratio ปรับตัวดีขึ้น แม้ผลตอบแทนยังอยู่ในระดับสูง ก็อาจสะท้อนว่าอุปสงค์พันธบัตรยังแข็งแกร่ง และช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ
เฟด 5 ราย เตรียมส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย
อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดทองคำต้องจับตาคือถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed หลายรายในสัปดาห์นี้ โดยประเด็นหลักจะอยู่ที่เงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ตลาดจะพยายามประเมินว่าเจ้าหน้าที่ Fed มีมุมมองอย่างไรต่อทิศทางดอกเบี้ย หลังการประชุม FOMC วันที่ 16 กันยายน ซึ่งตามข้อมูลในบทวิเคราะห์ดังกล่าว Fed มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4.00%
ขณะเดียวกัน Dot Plot สะท้อนมุมมองของกรรมการส่วนใหญ่ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี 2569 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2%
ดังนั้น หากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ยังคงส่งสัญญาณเข้มงวด หรือ Hawkish มากขึ้น ตลาดอาจปรับคาดการณ์เส้นทางดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งมีโอกาสเพิ่มแรงกดดันต่อทองคำผ่านทั้งค่าเงินดอลลาร์และ Bond Yield
แต่หากเจ้าหน้าที่ Fed ไม่ได้ส่งสัญญาณใหม่ หรือเน้นย้ำว่าการตัดสินใจครั้งต่อไปจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ ก็อาจทำให้แรงกดดันต่อตลาดทองคำลดลง
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีข้อมูลให้ติดตาม
นอกจาก Fed และตลาดพันธบัตรแล้ว นักลงทุนยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายรายการในสัปดาห์นี้ ได้แก่
- จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน เดือนกันยายน
- ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนทั้งทั่วไปและพื้นฐาน เดือนสิงหาคม
- ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ เดือนกันยายน
- ดัชนีภาคการผลิตของ Fed สาขาริชมอนด์ เดือนกันยายน
ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ตลาดนำไปประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของ Fed โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยมากขึ้น
ทองคำ Breakout จาก Falling Wedge ลุ้นทดสอบ 4,430-4,500 ดอลลาร์
ด้านปัจจัยทางเทคนิค ราคาทองคำในสัปดาห์ก่อนสามารถ Breakout ออกจากกรอบ Falling Wedge Pattern และฟื้นตัวขึ้น ทำให้ภาพรวมกลับเข้าสู่ภาวะ Sideways อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ราคาทยอยปรับตัวลง
สำหรับสัปดาห์นี้ บทวิเคราะห์จากฮั่วเซ่งเฮงประเมินกรอบสำคัญออกเป็น 2 ฉากทัศน์
Upside Scenario หากซาอุดีอาระเบียสามารถขนส่งน้ำมันออกจากภูมิภาคได้ต่อเนื่อง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ประกอบกับการประชุมทรัมป์-สี จิ้นผิง มีพัฒนาการเชิงบวกต่อสถานการณ์อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ อาจช่วยลดความกังวลด้านเงินเฟ้อและส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้น ในกรณีดังกล่าว ทองคำมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,430 และ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ส่วน Downside Scenario หากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังคงยืดเยื้อ มีการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หรือความขัดแย้งขยายไปยังทะเลแดง จนทำให้ราคาน้ำมัน Brent และ WTI กลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ ประกอบกับการประมูลพันธบัตร 2 ปีออกมาอ่อนแอ และกรรมการ Fed ส่งสัญญาณคุมเข้มเงินเฟ้อมากขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้นและกดดันราคาทองคำ โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ 4,265 และ 4,195 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เช็กแนวรับ-แนวต้านทองไทย หลัง Breakout สู่รอบผันผวนใหม่
บทวิเคราะห์จากกฮั่วเซ่งเฮง ประเมินกรอบทองคำแท่งในประเทศ โดยให้แนวรับสำหรับการทยอยสะสมบริเวณ 67,400 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 66,800 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 69,300 บาท และ 70,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ทิศทางทองคำในสัปดาห์นี้ยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของ 4 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลาง, ผลการประชุมทรัมป์-สี จิ้นผิง, ผลประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี และท่าทีของเจ้าหน้าที่ Fed ซึ่งอาจทำให้ตลาดทองคำผันผวนได้ตลอดสัปดาห์
กล่าวได้ว่า หลังทองคำสามารถ Breakout จาก Falling Wedge ได้แล้ว คำถามสำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า “ทองจะขึ้นต่อหรือไม่” แต่คือ แรงส่งจากภูมิรัฐศาสตร์จะเพียงพอที่จะเอาชนะแรงกดดันจาก Bond Yield และ Fed ที่ยังคุมเข้มเงินเฟ้อได้หรือไม่
ที่มา: บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด https://www.huasengheng.com/news/market-focus-210969/?utm_source=chatgpt.com
เรียงเรียง: SPACEBAR






