รายงานราคาทองคำสัปดาห์นี้เข้าสู่ช่วงวัดใจ หลังตลาดยังประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง PCE การจ้างงาน และ GDP เตรียมทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และราคาทองคำ
ด้านราคาทองคำในประเทศล่าสุด สมาคมค้าทองคำ วันที่ 28 ก.ย. 2569 เวลา 10:34 น. ครั้งที่ 4 รายงานทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อ 66,600 บาท และขายออก 66,800 บาท ลดลง 50 บาทจากครั้งก่อน และลดลง 1,050 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ขณะที่ทองรูปพรรณขายออก 67,600 บาท
ทองคำสัปดาห์นี้ จับตา 3 ตัวแปรใหญ่จากสหรัฐฯ
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ราคาทองคำในสัปดาห์นี้ยังเผชิญทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยกดดัน โดยตลาดให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะสะท้อนว่า Fed มีเหตุผลมากน้อยเพียงใดในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ โดย Fed ประเมินว่า PCE เดือน ส.ค. อาจอยู่บริเวณ 3.6% เมื่อเทียบกับ 3.7% ในเดือน ก.ค. ส่วน Core PCE อาจอยู่ที่ประมาณ 3.2% จาก 3.3%
หาก PCE ชะลอลงตามที่ประเมิน อาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดมองว่านโยบายการเงินของ Fed มีโอกาสผ่อนคลายลงในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจสนับสนุนราคาทองคำ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หาก ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง และ GDP สหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ก็อาจทำให้ตลาดประเมินว่าเศรษฐกิจยังรองรับอัตราดอกเบี้ยระดับสูงได้ และลดความจำเป็นที่ Fed ต้องเร่งผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ
Fed ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ตลาดยังจับตาสัญญาณรอบใหม่
ในการประชุม FOMC วันที่ 16–17 ก.ย. 2569 Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ 12–0 เสียง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75–4.00% พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง ขณะที่การจ้างงานเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการขยายตัวของกำลังแรงงาน และอัตราการว่างงานเปลี่ยนแปลงไม่มาก (ธนาคารกลางสหรัฐ)
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ข้อมูลเศรษฐกิจหลังการประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะ การจ้างงานและเงินเฟ้อ เพราะจะเป็นข้อมูลที่ตลาดใช้ประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุมครั้งถัดไป
สำหรับตลาดแรงงาน ตัวเลข Employment Situation เดือน ก.ย. ของสหรัฐฯ มีกำหนดประกาศวันที่ 2 ต.ค. ขณะที่ JOLTS จะเผยข้อมูลวันที่ 29 ก.ย. ทำให้ช่วงปลายสัปดาห์มีโอกาสเกิดความผันผวนในตลาดทองคำเพิ่มขึ้น (Bureau of Labor Statistics)
ข้อมูลเดือน ส.ค. ล่าสุดของสหรัฐฯ ยังสะท้อนภาพตลาดแรงงานที่ไม่ได้อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงของลูกจ้างภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (Bureau of Labor Statistics)
ดังนั้น หากตัวเลขการจ้างงานเดือน ก.ย. ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ยกลับมาเป็นประเด็นต่อราคาทองคำอีกครั้ง ในทางกลับกัน หากตลาดแรงงานชะลอตัวกว่าคาด ก็อาจเพิ่มความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำ
GDP สหรัฐฯ อีกตัวแปรชี้ทิศทางเศรษฐกิจ
อีกหนึ่งข้อมูลที่ต้องจับตาคือ GDP ไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ ประมาณการครั้งที่ 3 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ มีกำหนดเผยแพร่วันที่ 30 ก.ย. พร้อมกับข้อมูล Personal Income and Outlays เดือน ส.ค. ซึ่งรวมถึง PCE (BEA)
ก่อนหน้านี้ GDP ไตรมาส 2 ประมาณการครั้งที่ 2 ขยายตัวในอัตรา 1.5% ต่อปี หลังจากไตรมาสแรกขยายตัว 2.1% ทำให้ตลาดต้องติดตามว่าประมาณการครั้งสุดท้ายจะมีการปรับตัวเลขหรือไม่ (BEA)
หาก GDP ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด จะสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความยืดหยุ่น และอาจทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจกดดันราคาทองคำ
น้ำมัน–อิหร่าน เพิ่มความไม่แน่นอนให้ทองคำ
นอกจากข้อมูลเศรษฐกิจแล้ว สถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านและทิศทางราคาน้ำมัน ยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญ ฝั่งอุปทานน้ำมันมีสัญญาณผ่อนคลายบางส่วน หลังซาอุดีอาระเบียกลับมาเดินระบบ East-West Pipeline และเพิ่มช่องทางการส่งออกน้ำมัน ขณะที่ข้อมูลล่าสุดระบุว่าการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียในเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. (Reuters)
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อราคาพลังงาน โดยอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซหากสหรัฐฯ ลดแรงกดดันทางทหารและยกเลิกการปิดล้อม ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน (Reuters)
สำหรับทองคำ ความสัมพันธ์ของปัจจัยนี้มีสองด้าน หากราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและเป็นปัจจัยบวกต่อการคาดการณ์นโยบายการเงิน ขณะที่หากความขัดแย้งยกระดับและผลักดันราคาน้ำมันขึ้นอีกครั้ง ตลาดอาจกลับมากังวลเงินเฟ้อ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed
แนวโน้มราคาทองคำ: ลุ้นทะลุ 4,350 หรือหลุด 4,155 ดอลลาร์
ด้านปัจจัยทางเทคนิค ฮั่วเซ่งเฮงมองว่าราคาทองคำยังอยู่ในช่วง Falling Wedge และเป็นระยะพักตัวหรือ Corrective Phase หลังจากก่อนหน้านี้มีแรงขายเข้ามากดดันราคา
กรณีทองคำมีแรงหนุน
หากราคาน้ำมันปรับตัวลงจากการเพิ่มขึ้นของอุปทาน ขณะที่ PCE เดือน ส.ค. ชะลอลงตามที่ Fed ประเมิน อาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและสนับสนุนทองคำ
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,350 และ 4,430 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองสามารถทะลุกรอบ Falling Wedge ได้
กรณีทองคำเผชิญแรงกดดัน
ในทางกลับกัน หากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านรุนแรงขึ้นจนผลักดันราคาน้ำมัน Brent และ WTI ทำจุดสูงสุดใหม่ ประกอบกับตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่ง อาจทำให้ตลาดกลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย
กรณีดังกล่าวอาจกดดันราคาทองคำให้หลุดกรอบ Falling Wedge โดยมีแนวรับที่ 4,155 และ 4,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ราคาทองคำวันนี้ 28 ก.ย. 2569
ข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ ณ เวลา 10:34 น. ครั้งที่ 4 ระบุว่า
- ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อ 66,600 บาท
- ทองคำแท่ง 96.5% ขายออก 66,800 บาท
- ราคาปรับลง 50 บาทจากครั้งก่อน
- ลดลง 1,050 บาทเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า
- ทองรูปพรรณ 96.5% ขายออก 67,600 บาท
- ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อคำนวณจากฐานภาษี 65,263.80 บาท
ขณะที่ฮั่วเซ่งเฮงระบุกรอบสำหรับทองคำแท่งในประเทศ โดยมองบริเวณ 66,650 บาท เป็นระดับที่นักลงทุนสามารถพิจารณาทยอยสะสมตามกลยุทธ์ของสำนักวิเคราะห์ โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 65,900 บาท และแนวต้าน 69,200 และ 70,000 บาท
สรุป: สัปดาห์นี้ตลาดทองคำกำลังเผชิญแรงผลักจากสองด้าน ทั้งเงินเฟ้อที่มีโอกาสชะลอตัวและความเสี่ยงจากตลาดแรงงาน–เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่สถานการณ์น้ำมันและความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่านยังสามารถเปลี่ยนทิศทางตลาดได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น PCE, GDP และตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ จะเป็นชุดข้อมูลสำคัญที่ตลาดทองคำต้องจับตาเป็นพิเศษในสัปดาห์นี้





