สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีฐานยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค (Larak Island) ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการโจมตีเพื่อสกัดการเตรียมยิงจรวดที่บรรทุกทุ่นระเบิดลงสู่เส้นทางเดินเรือ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมากังวลความเสี่ยงด้านพลังงานอีกครั้ง เพราะช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางยุทธศาสตร์ของตลาดน้ำมันโลก และการสู้รบที่กลับมารุนแรงขึ้นอาจกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านเส้นทางดังกล่าว
แรงกังวลนี้สะท้อนผ่านราคาน้ำมัน โดยเช้านี้น้ำมันดิบ Brent ดีดกลับขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ขยับขึ้นเหนือ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย หลังตลาดประเมินว่าความขัดแย้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ Supply น้ำมันในตะวันออกกลาง
เมื่อมาส่องราคา “ทองคำ” กลับพบว่าทองคำยังไม่ปรับขึ้นมากนัก เพราะสงครามไม่ได้หมายถึงทองจะขึ้นโดยทันที
ตลาดกำลังเผชิญกับแรงดึงสองด้าน ระหว่าง แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กับ แรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดจะถูกชี้นำด้วยตัวเลขเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ตลาดแรงงานสหรัฐฯ” ในสัปดาห์นี้
ทองคำร่วงหลัง ‘Jackson Hole’ ตลาดกลับมากังวล Fed ขึ้นดอกเบี้ย
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำถูกกดดันอย่างหนัก หลัง “เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณให้ตลาดเห็นว่า Fed ยังคงให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวลงสู่เป้าหมาย 2% อย่างชัดเจน
ท่าทีดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมาเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนกันยายน ขณะที่ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น กดดันราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย
ข้อมูลล่าสุดจากบทวิเคราะห์ ฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ทองคำ Gold Spot ปรับตัวลงแรง โดยช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบสูงสุดราว 4,629 ดอลลาร์ และต่ำสุด 4,445 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดกลับมาให้น้ำหนักต่อโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นหลังถ้อยแถลงของประธานเฟด
ผลคือ ทองคำซึ่งก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวในระดับสูง เริ่มเข้าสู่ภาวะ Sideways ในภาพใหญ่ และต้องรอปัจจัยใหม่เข้ามากำหนดทิศทาง
“สงคราม” หนุนทอง แต่ “น้ำมันแพง” อาจกลายเป็นแรงกดดัน
โจทย์สำคัญของทองคำในสัปดาห์นี้จึงอยู่ที่ว่า ตลาดจะให้น้ำหนักกับปัจจัยใดมากกว่ากัน ด้านหนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านที่กลับมารุนแรงขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะหากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากการสู้รบทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทำให้ Fed มีเหตุผลที่จะชะลอการลดดอกเบี้ย หรือแม้แต่กลับมาพิจารณานโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
นั่นหมายความว่า สงครามจะเป็นบวกต่อทองในฐานะ Safe Haven แต่น้ำมันแพง เงินเฟ้อสูง อาจทำให้ Fed พิจารณาดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นผลลบต่อราคาทอง และนี่คือสมการที่ตลาดทองคำต้องจับตาในสัปดาห์นี้
สหรัฐฯ–อิหร่านยังไม่จบ แม้ความพยายามเปิดโต๊ะเจรจายังเดินหน้า
ก่อนการปะทะรอบล่าสุด หลายประเทศในตะวันออกกลางและประเทศที่มีบทบาทเป็นตัวกลางยังพยายามผลักดันให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา รวมถึงความพยายามเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
แต่การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อฐานยิงของอิหร่านบนเกาะลารัค และการตอบโต้ของอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย
โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นปฏิบัติการแบบจำกัดและแม่นยำ เพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อการเดินเรือ ขณะที่อิหร่านมองว่าเป็นการโจมตีและประกาศตอบโต้ ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเผชิญหน้ารอบใหม่กลับมาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง
ตลาดจึงต้องจับตาว่า ความขัดแย้งจะกลับเข้าสู่เส้นทางเจรจา หรือจะยกระดับจนกระทบ Supply น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดแรงงานสหรัฐฯ คือ “ตัวแปรชี้ขาด” ของทองคำ
นอกจากสงครามแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อทองคำอย่างมากในสัปดาห์นี้คือ “ตลาดแรงงานสหรัฐฯ” โดยวันที่ 2 และ 4 กันยายน สหรัฐฯ เตรียมเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานสำคัญ ทั้งตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจาก BLS
นอกจากนี้หากตัวเลขการจ้างงานออกมาดีกว่าคาด พร้อมกับอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จะสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแรงส่ง และ Fed ยังไม่จำเป็นต้องเร่งผ่อนคลายนโยบายการเงิน ผลลัพธ์คือ ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์มีโอกาสปรับขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันทองคำ
แต่หากตัวเลขแรงงานออกมาอ่อนแอกว่าคาด ก็จะเพิ่มความหวังว่า Fed สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ โดยเฉพาะหากตัวเลขการจ้างงานอ่อนแอพร้อมกับอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ตลาดจะกลับมาให้น้ำหนักกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น
จับตา 8 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ฮั่วเซ่งเฮง แนะนักลงทุนทองคำ สัปดาห์นี้ต้องจับตาตัวเลขสำคัญ ได้แก่
- PMI ภาคการผลิต และราคาการผลิตจาก ISM เดือน ส.ค.
- JOLTS จำนวนตำแหน่งงานเปิดรับสมัครใหม่ เดือน ก.ค.
- การจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP เดือน ส.ค.
- จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- PMI ภาคบริการจาก ISM เดือน ส.ค.
- ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงทั้งรายเดือนและรายปี
- การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls)
- อัตราการว่างงานเดือน ส.ค.
ทั้งหมดนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับตลาดในการประเมินว่า Fed จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงิน หรือจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
ทองคำไทยยังผันผวน หลังตลาดรับแรงกดดันจาก Fed
ล่าสุด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:54 น. ครั้งที่ 14 ตามข้อมูลราคาของสมาคมค้าทองคำ
ทองคำแท่ง 96.5%
- รับซื้อ 69,250 บาท
- ขายออก 69,450 บาท
- ปรับเพิ่ม 50 บาทจากครั้งก่อน แต่ปรับลง 800 บาทเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า
ราคาทองคำในประเทศยังได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลงของทองคำโลก ขณะที่ตลาดกำลังประเมินทิศทางดอกเบี้ย Fed หลัง Jackson Hole ทั้งนี้ราคาทองคำมีความผันผวนสูงตั้งแต่เปิดตลาด โดยข้อมูลราคาวันเดียวกันพบว่าทองคำแท่งมีการปรับราคาหลายครั้งในช่วงเช้า สะท้อนแรงซื้อขายที่ค่อนข้างรุนแรงในตลาด
ทองคำสัปดาห์นี้ “ขึ้นได้ แต่ต้องผ่านด่านสงคราม–Fed”
สำหรับภาพรวมราคาทองคำ ยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 ฉากทัศน์สำคัญ
Upside Scenario: หากสถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านเริ่มคลี่คลาย ประเทศในตะวันออกกลางสามารถผลักดันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ และตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed รวมถึงบอนด์ยีลด์ปรับตัวลง ทองคำมีโอกาสกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจ และมีโอกาสทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,600 และ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์
Downside Scenario: แต่หากสงครามยกระดับ ความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันพุ่งต่อ และตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ตลาดอาจกลับมากังวลว่าเงินเฟ้อจะทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ Fed ไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย แรงขายอาจกดทองคำลงทดสอบแนวรับ 4,370 และ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
กลยุทธ์ทองคำแท่งไทย
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์ ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว โดยจับตาบริเวณ 68,700 บาท เป็นจุดสะสม แนวรับสำคัญอยู่ที่ 68,700 บาท และมีจุดตัดขาดทุนที่ 68,000 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 71,500 และ 72,200 บาท
สำหรับแนวรับระยะสั้นของทองคำแท่งไว้ที่ 69,700 และ 69,400 บาท และแนวต้านที่ 70,400 และ 70,700 บาท สะท้อนว่าระยะสั้นราคายังอยู่ในช่วงที่ต้องระวังความผันผวนสูง





