ข้อมูลรัฐรั่วไหล คือ “ความเสี่ยงเชิงระบบ ” แนะประชาชนเปิด 2FA - มีสติ

9 ส.ค. 2569 - 12:13

  • การรั่วไหลของข้อมูลได้กลายเป็น "ความเสี่ยงเชิงระบบ" (Systemic Risk) ที่ทุกคนต้องเผชิญและรับมือด้วยตนเอง

  • ปัญหาข้อมูลรั่วไหลไม่ใช่เรื่องใหม่ ช่องโหว่ของระบบคอมเตอร์สามารถเกิดขึ้นได้ การเตรียมรับมือและป้องกันตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

  • การรวมศูนย์ข้อมูลเป็นเรื่องที่ดีหากรัฐสามารถรักษาความปลอดภัยได้ แต่หากทำไม่ได้ การรวมศูนย์จะกลายเป็นจุดเปราะบางที่สุด

ข้อมูลรัฐรั่วไหล คือ “ความเสี่ยงเชิงระบบ ” แนะประชาชนเปิด 2FA - มีสติ

ท่ามกลางกระแสข่าวข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลจากหน่วยงานรัฐที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนมหาศาล ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เจาะลึกถึงรากเหง้าของปัญหา พร้อมเตือนประชาชนว่า การรั่วไหลของข้อมูลได้กลายเป็น "ความเสี่ยงเชิงระบบ" (Systemic Risk) ที่ทุกคนต้องเผชิญและรับมือด้วยตนเอง

4 สาเหตุหลักที่ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ และ บริษัท ไซเบอร์ตรอน จำกัดผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า ปัญหาข้อมูลรั่วไหลไม่ใช่เรื่องใหม่ (New Normal) และมีช่องโหว่มาจาก 4 ปัจจัย คือ

การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Attack): แฮกเกอร์ที่มีเจตนาร้ายเจาะระบบเข้ามาขโมยข้อมูลโดยตรง

ซอฟต์แวร์มีช่องโหว่ ระบบขาดการอัปเดตหรือซ่อมแซม ทำให้ผู้ไม่หวังดีใช้เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูล

การตั้งค่าระบบผิดพลาด (Misconfiguration): เช่น การเปิดฐานข้อมูลเป็นสาธารณะ (Public) ทำให้ใครก็สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

เกลือเป็นหนอน (Insider Threat) ความผิดพลาดจากคนในองค์กร ทั้งความสะเพร่าในการส่งต่อข้อมูล หรือแม้กระทั่งการนำข้อมูลไปขายในตลาดมืด

ระบบรัฐยังหละหลวม ขาดการบูรณาการ

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การจัดเก็บข้อมูลของภาครัฐที่กระจัดกระจายและขาดการเชื่อมต่อผ่าน API ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวซ้ำซ้อนในหลายหน่วยงาน (Data Duplication) ซึ่งเมื่อข้อมูลถูกเก็บไว้ในหลายที่ โอกาสที่จะรั่วไหลก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

"การรวมศูนย์ข้อมูลเป็นเรื่องที่ดีหากรัฐสามารถรักษาความปลอดภัยได้ แต่หากทำไม่ได้ การรวมศูนย์จะกลายเป็นจุดเปราะบางที่สุด (Single Point of Failure) ทันที"

แนวทางแก้ไข ภาครัฐและประชาชนต้องร่วมมือกัน

เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤตข้อมูลรั่วไหล แนวทางทั้งในระดับโครงสร้างรัฐและระดับบุคคล เนิ่มจาก แนวทางแก้ไขและการรับมือสำหรับภาครัฐ

หน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินการจัดทำ Data Governance อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการทบทวนสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และเลือกจัดเก็บเฉพาะข้อมูลที่มีความจำเป็นเท่านั้น และควรมีมาตรการบังคับให้ทำ API Audit และ Pen Test (การเจาะระบบเพื่อทดสอบความปลอดภัย) อย่างละเอียด เพื่อหาช่องโหว่และป้องกันความเสี่ยงก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนใช้งานระบบจริง

แนวทางแก้ไขและการรับมือสำหรับประชาชน ในส่วนของประชาชนทั่วไป ควรยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยตนเอง การเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) ในทุกแอปพลิเคชันที่รองรับ พร้อมทั้งหมั่นทำ Self-Assessment เพื่อประเมินความเสี่ยงและทำใจยอมรับล่วงหน้าว่าข้อมูลส่วนตัวอาจรั่วไหลไปแล้ว ซึ่งจะช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือได้ดีขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อได้รับสายโทรศัพท์แปลกหน้า จะต้องมีสติอยู่เสมอ อย่าหลงเชื่อแม้ปลายสายจะล่วงรู้ข้อมูลส่วนตัวเชิงลึก ห้ามทำธุรกรรมโอนเงินเด็ดขาด โดยยึดหลักปฏิบัติเตือนใจคือ "อย่ากลัว อย่าโลภ อย่าเร็ว"

"อย่าตื่นตระหนกหากมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมาและรู้ข้อมูลเชิงลึกของเรา ให้ตั้งสติ วางสาย แล้วโทรกลับไปยังเบอร์ทางการ (Official) ของหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง และที่สำคัญคือห้ามโอนเงินเด็ดขาด" ผู้เชี่ยวชาญกล่าวทิ้งท้าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์