คลังย้ำไทยไม่ซ้ำรอยฝรั่งเศส เปิดโจทย์ “หนี้–สวัสดิการ” จับตาโซลาร์หลังคาบ้านเข้า ครม.

21 ต.ค. 2569 - 14:36

  • ปัญหาประท้วงในฝรั่งเศสเชื่อมทั้งบริการการศึกษา ค่าครองชีพ และข้อจำกัดการคลัง

  • ปลัดคลังยืนยันรักษาสวัสดิการจำเป็น เน้นลดการรั่วไหลและรายจ่ายไม่จำเป็น พร้อมใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • หนี้สาธารณะสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 67.94% ของ GDP โซลาร์รูฟท็อปคาดเสนอ ครม.ภายในเดือนตุลาคม ส่วนภาษี EV ยังรอรายละเอียดก่อนประเมินผลกระทบ

คลังย้ำไทยไม่ซ้ำรอยฝรั่งเศส เปิดโจทย์ “หนี้–สวัสดิการ” จับตาโซลาร์หลังคาบ้านเข้า ครม.

คลังยืนยันไทยยังมีกันชน ไม่ลดสวัสดิการจำเป็น ท่ามกลางบทเรียนฝรั่งเศสที่แรงกดดันด้านหนี้มาบรรจบกับค่าครองชีพและบริการสาธารณะ คำถามของไทยจึงอยู่ที่การสร้างรายได้รองรับสังคมสูงวัย และออกแบบนโยบายใหม่อย่างโซลาร์รูฟท็อปให้เข้าถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือ

‘ลวรณ แสงสนิท’ ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ประเทศไทยมีฐานะการคลังแตกต่างจากฝรั่งเศส โดยยังมีกันชนทางการคลัง หรือ Buffer อยู่ในระดับสูง และรัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลัง ตามแนวทางของ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘ลวรณ’ ระบุว่า รัฐบาลจะรักษาการใช้จ่ายด้านสวัสดิการและการดูแลประชาชนที่จำเป็น โดยเน้นควบคุมการรั่วไหลและตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมย้ำว่าหากจำเป็นต้องกู้เงิน ต้องนำไปใช้ในโครงการที่สร้างประโยชน์และมีประสิทธิภาพต่อประเทศ

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างกลั่นกรองโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านประชาชน โดยคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนตุลาคม ส่วนมาตรการภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ายังต้องรอความชัดเจนตามกระบวนการพิจารณา 

ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำว่า ไทยมีฐานะการคลังแตกต่างจากฝรั่งเศส และจะคงการดูแลประชาชนที่จำเป็น โดยเน้นลดการรั่วไหลและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

ฝรั่งเศสมีปัญหาหนี้เป็นข้อจำกัด การศึกษาและค่าครองชีพเป็นแรงกดดัน

หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสแตะ 3.59 ล้านล้านยูโรในไตรมาส 2 หรือราว 119% ของ GDP และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีขึ้นสูงสุดในรอบ 24 ปี 

สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส หรือ INSEE รายงานว่า หนี้รัฐบาลทั่วไปตามนิยาม Maastricht สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 3,595.5 พันล้านยูโร หรือ 119% ของ GDP เพิ่มจาก 117.5% ในไตรมาสแรก

เมื่อ 2 ต.ค. (ตามรายงานจาก France 24) นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู เสนอลดการขาดดุลจาก 5.4% เหลือ 5% ของ GDP ในปี 2027 ขณะที่แรงต้านบนท้องถนนมาจากค่าครองชีพและคุณภาพบริการสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ การขาดดุลของฝรั่งเศสในปี 2024 อยู่ที่ 5.8% ของ GDP เกือบสองเท่าของเพดาน 3% ของสหภาพยุโรป พรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าต้องลดการขาดดุล แต่ไม่ตรงกันว่าจะทำอย่างไร ส่วนสหภาพแรงงานต้องการให้เพิ่มการใช้จ่ายด้านบริการสาธารณะและเก็บภาษีคนรวยมากขึ้น

ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า การชุมนุมเชื่อมโยงกับปัญหาสภาพโรงเรียน บริการสาธารณะ และค่าครองชีพ เมื่อประชาชนคาดหวังบริการที่ดีขึ้น แต่รัฐเผชิญต้นทุนกู้ยืมและแรงกดดันลดขาดดุล การตัดสินใจว่าใครควรจ่ายเพิ่มหรือรับประโยชน์ลดลง จนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง

ไทยมีหนี้ต่างโครงสร้าง…แต่ต้องเปิดให้เห็นว่ากันชนคืออะไร

ข้อมูลสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. ระบุว่า ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะคงค้าง 13,191,837.86 ล้านบาท หรือ 67.94% ของ GDP และหนี้ต่างประเทศ 90,086.13 ล้านบาท คิดเป็นหนี้ในประเทศประมาณ 99.3%

เมื่อแยกตามแหล่งกู้ หนี้ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 13.10 ล้านล้านบาท และหนี้ต่างประเทศประมาณ 9.01 หมื่นล้านบาท คำนวณเป็นสัดส่วนหนี้ในประเทศประมาณ 99.3% (อย่างไรก็ตาม การจำแนกตามแหล่งกู้ต้องแยกจากสัญชาติผู้ถือพันธบัตร)

ฐานระดมทุนในประเทศ เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการประเมินความเสี่ยง แต่รัฐบาลยังต้องบริหารดอกเบี้ย กำหนดชำระหนี้ และความสามารถจัดเก็บรายได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หนี้สาธารณะตามนิยามของไทยกับหนี้รัฐบาลทั่วไปของฝรั่งเศสมีขอบเขตทางสถิติต่างกัน การนำอัตราส่วนมาเปรียบเทียบโดยตรงจึงมีข้อจำกัด และไม่เพียงพอสำหรับสรุปว่าประเทศใดมีความปลอดภัยทางการคลังมากกว่า

IMF ในผลประเมิน Article IV เผยแพร่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าพื้นที่การคลังไทยแคบลง และเสนอให้เพิ่มรายได้เพื่อสร้างกันชน พร้อมรองรับการลงทุนและการคุ้มครองทางสังคม 

ด้านสบน.แถลงวันที่ 18 กันยายน 2569 ว่า Fitch ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” แต่คงอันดับเครดิตที่ BBB+ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นการปรับแนวโน้ม ไม่ใช่การเลื่อนอันดับเครดิต  ส่วน Moody’s คงอันดับไทยที่ Baa1 ส่วน S&P อยู่ที่ BBB+

OECD รายงานใน Revenue Statistics in Asia and the Pacific 2025 ว่า ภาษีต่อ GDP ของไทยปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 17% เทียบกับค่าเฉลี่ยเอเชีย–แปซิฟิก 19.5% และค่าเฉลี่ย OECD 33.9% (ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลย้อนหลังตามนิยาม OECD และไม่ใช่รายได้รัฐบาลทุกประเภท)

โซลาร์หลังคาบ้าน: ลดค่าไฟได้เพียงใด ใครเข้าถึงประโยชน์

สำหรับโครงการโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ‘ลวรณ‘ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด รวมถึงความเชื่อมโยงกับระบบ Smart ต่าง ๆ เพื่อเสริมประสิทธิภาพ โดยคาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ภายในเดือนตุลาคม

แต่ก็ทำให้เกิดคำถามด้านความเป็นธรรม คือ ครัวเรือนที่ไม่มีเงินตั้งต้น ผู้เช่า และผู้ไม่มีหลังคาเหมาะสมจะเข้าถึงประโยชน์อย่างไร หากใช้เงินสาธารณะสนับสนุน ควรเปิดเผยทั้งต้นทุน แหล่งเงิน ภาระชำระคืน และการกระจายประโยชน์ตามกลุ่มรายได้ รวมทั้งมาตรฐานติดตั้ง การรับประกัน และช่องทางรับเรื่องร้องเรียนก็เป็นองค์ประกอบที่ต้องชัดเจน เพื่อให้ประโยชน์จากค่าไฟที่ลดลงไม่ถูกหักล้างด้วยภาระซ่อมบำรุงหรือปัญหาคุณภาพระบบ

ภาษี EV ยังรอรายละเอียด ก่อนประเมินผลต่อผู้ซื้อ–อุตสาหกรรม

สำหรับมาตรการภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ปลัดคลังระบุว่า ยังอยู่ระหว่างเตรียมเสนอตามกระบวนการ และต้องรอความชัดเจนจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม คำยืนยันว่า ไทยมีกันชน จึงมีโจทย์ต่อเนื่องอยู่ที่การแสดงแผนการเงินที่น่าเชื่อถือ พร้อมผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งคุณภาพสวัสดิการ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และโอกาสหารายได้ในอนาคต

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์