เมื่อ“ทางรัฐ” จะเปลี่ยน จาก Super App  สู่ ผู้ช่วยส่วนตัว

9 ส.ค. 2569 - 11:10

  • หากระบบข้อมูลภาครัฐสามารถเชื่อมโยงกันได้จริง ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับมีตั้งแต่การลดการกรอกข้อมูลและยื่นเอกสารซ้ำ

  • e-Audit สะท้อนอีกด้านของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพราะข้อมูลดิจิทัลไม่ได้มีไว้เพียงอำนวยความสะดวกประชาชน แต่สามารถนำมาใช้ตรวจสอบภาครัฐได้ด้วย

  • Super Personal Government Assistant ไม่ควรถูกวัดจากจำนวนบริการที่อยู่ในแอป แต่ควรวัดจากว่าเทคโนโลยีสามารถลดภาระประชาชนได้มากแค่ไหน ประชาชนได้รับสิทธิที่ควรได้รับมากขึ้นหรือไม่ และรัฐสามารถให้บริการได้เร็วและตรงจุดเพียงใด

เมื่อ“ทางรัฐ” จะเปลี่ยน จาก Super App  สู่ ผู้ช่วยส่วนตัว

การเดินหน้าปรับ “ทางรัฐ” จากแพลตฟอร์มรวมบริการภาครัฐ หรือ Super App ไปสู่ Personal Government Platform ที่ให้บริการแบบเฉพาะบุคคล สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของรัฐบาลดิจิทัลไทย จากเดิมที่เน้นนำบริการของรัฐขึ้นมาอยู่บนระบบออนไลน์ ไปสู่การเป็น “Data-Driven Government” ที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีวิเคราะห์ความต้องการของประชาชน และนำเสนอบริการเชิงรุกโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเป็นฝ่ายร้องขอ

ถ้าเปลี่ยนเสร็จแล้ว คงมีผลกระทบ ที่สร้างประสบการณ์การติดต่อราชการอย่างมาก เพราะ “ทางรัฐ” ในอนาคตอาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้ประชาชนเข้ามาค้นหาบริการ แต่สามารถแจ้งเตือนสิทธิ สวัสดิการ ภาษี ใบอนุญาต หรือภารกิจที่เกี่ยวข้องกับแต่ละบุคคลได้โดยอัตโนมัติ จากเดิมที่ประชาชนรู้ว่า “อะไรที่คุณควรดำเนินการ” นี่คือการเปลี่ยนจาก Reactive Government ไปสู่ Proactive Government

เทคโนโลยีช่วยลดภาระประชาชน

หากระบบข้อมูลภาครัฐสามารถเชื่อมโยงกันได้จริง ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับมีตั้งแต่การลดการกรอกข้อมูลและยื่นเอกสารซ้ำ การลดการเดินทางไปติดต่อหลายหน่วยงาน ไปจนถึงการได้รับบริการและสิทธิที่ตรงกับสถานการณ์ของแต่ละคนมากขึ้น หลัก Once-Only Principle หรือการให้ข้อมูลแก่รัฐเพียงครั้งเดียว แล้วหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายนำข้อมูลไปใช้ต่อได้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ในทางปฏิบัติ หากทำได้จริง ประชาชนอาจไม่จำเป็นต้องนำสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หรือเอกสารราชการชุดเดิมไปยื่นกับหลายหน่วยงานอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าตัวแอปคือ “ระบบหลังบ้าน” เพราะต่อให้ “ทางรัฐ” มีหน้าตาที่ทันสมัยเพียงใด หากฐานข้อมูลแต่ละหน่วยงานยังแยกออกจากกัน ใช้มาตรฐานแตกต่างกัน หรือไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ การให้บริการแบบเฉพาะบุคคลก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น การผลักดันมาตรฐานข้อมูลบุคคลและนิติบุคคลจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐบาลดิจิทัลยุคใหม่

จาก AI ตอบคำถาม สู่ AI ที่ช่วยติดต่อรัฐ

ประเด็นที่น่าจับตาคือ เมื่อข้อมูลภาครัฐมีคุณภาพและเชื่อมโยงกันมากขึ้น เทคโนโลยี AI จะสามารถทำงานได้มากกว่า Chatbot ที่ตอบคำถามทั่วไป AI อาจพัฒนาไปสู่การเป็น “Government Agent” ที่ช่วยวิเคราะห์ว่าประชาชนมีสิทธิอะไร ต้องดำเนินการเรื่องใด และสามารถช่วยทำธุรกรรมกับภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลได้มากขึ้น นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเปลี่ยน “ทางรัฐ” จึงไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงแอปพลิเคชัน แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของภาครัฐจาก “บริการตามคำขอ” ไปสู่ “บริการตามข้อมูล”

แต่ยิ่งรัฐรู้จักประชาชนมาก ความเสี่ยงยิ่งสูง

ด้านกลับของการพัฒนา Personal Government Platform คือ รัฐจำเป็นต้องใช้ข้อมูลของประชาชนมากขึ้น และอาจต้องนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาเชื่อมโยงและวิเคราะห์ร่วมกัน ประโยชน์จึงมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล

คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า รัฐสามารถใช้ข้อมูลได้หรือไม่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า รัฐใช้ข้อมูลอะไร ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ใครสามารถเข้าถึงข้อมูล และข้อมูลจะถูกเก็บไว้นานเท่าใด โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูล หากระบบเริ่มประเมินว่าประชาชนคนใดควรได้รับสิทธิหรือบริการใด ประชาชนต้องสามารถรู้ได้ว่าใช้ข้อมูลอะไรในการตัดสินใจ และหากเกิดความผิดพลาดต้องมีช่องทางให้ตรวจสอบและอุทธรณ์ได้ Data Governance และ AI Governance จะต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่เช่นนั้น AI อาจกลายเป็น “ผู้ตัดสินใจแทนรัฐ” โดยที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบกระบวนการเบื้องหลังได้

ความเสี่ยงอีกด้านคือ Cybersecurity และ Digital Divide

การรวมบริการและข้อมูลไว้ในแพลตฟอร์มเดียวช่วยเพิ่มความสะดวก แต่ก็เพิ่มความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หากระบบสำคัญของรัฐถูกโจมตี ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับแอป แต่สามารถกระทบต่อข้อมูล สิทธิ และธุรกรรมของประชาชนจำนวนมากพร้อมกัน รัฐบาลดิจิทัลต้องระวังไม่ให้แนวคิด Digital First กลายเป็น Digital Only เพราะประชาชนบางกลุ่มยังมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต หรือทักษะดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านจึงต้องมีช่องทางออฟไลน์และเจ้าหน้าที่รองรับ เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มความเหลื่อมล้ำแทนที่จะลดความเหลื่อมล้ำ

e-Audit อีกด้านของ Data-Driven Government

นอกจาก “ทางรัฐ” ที่เป็นหน้าบ้านแล้ว การผลักดัน e-Audit ยังสะท้อนอีกด้านของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพราะข้อมูลดิจิทัลไม่ได้มีไว้เพียงอำนวยความสะดวกประชาชน แต่สามารถนำมาใช้ตรวจสอบภาครัฐได้ด้วย ถ้าข้อมูลด้านงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่าย และเอกสารราชการอยู่ในระบบดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงและตรวจสอบย้อนหลังได้ การตรวจสอบอาจเปลี่ยนจากการตรวจเอกสารจำนวนมาก ไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหาความผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น หมายความว่า Data-Driven Government ไม่ควรเป็นเพียง “รัฐรู้จักประชาชน” แต่ต้องเป็น “ประชาชนสามารถตรวจสอบรัฐได้มากขึ้น” เช่นกัน

จุดเปลี่ยนของ “ทางรัฐ” จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนบริการ

การยกระดับ “ทางรัฐ” จาก Super App ไปสู่ Personal Government Assistant ไม่ควรถูกวัดจากจำนวนบริการที่อยู่ในแอป แต่ควรวัดจากว่าเทคโนโลยีสามารถลดภาระประชาชนได้มากแค่ไหน ประชาชนได้รับสิทธิที่ควรได้รับมากขึ้นหรือไม่ และรัฐสามารถให้บริการได้เร็วและตรงจุดเพียงใด

ภาพใหญ่จึงเป็นการวางระบบ 4 ชั้น คือ “ทางรัฐ” เป็นหน้าบ้าน มาตรฐานข้อมูลเป็นหลังบ้าน e-Audit เป็นกลไกตรวจสอบ ท้องถิ่นดิจิทัลเป็นการกระจายบริการ หากโครงสร้างทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ รัฐบาลดิจิทัลไทยจะก้าวจากยุค “รัฐออนไลน์” ไปสู่ยุค “รัฐเชิงรุก” ที่สามารถคาดการณ์ความต้องการและนำบริการไปหาประชาชน

แต่บททดสอบที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ว่า AI จะฉลาดแค่ไหน หรือ “ทางรัฐ” จะมีฟังก์ชันมากเพียงใด รัฐบาลจะสามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำให้ชีวิตประชาชนง่ายขึ้น โดยไม่ทำให้ประชาชนสูญเสียสิทธิในการควบคุมข้อมูลของตัวเองได้หรือไม่

เพราะในยุคที่รัฐกำลังเปลี่ยนจาก “รัฐที่รอให้ประชาชนมาหา” ไปสู่ “รัฐที่รู้ว่าประชาชนต้องการอะไร” เส้นแบ่งระหว่าง “ความสะดวก” กับ “การถูกเฝ้ารู้” จะกลายเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของรัฐบาลดิจิทัลไทย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์