ยังไม่มีความชัดเจนแม้ว่าจะสิ้นสุดอายุการให้บริการไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนและการต่อใบอนุญาติ แต่ได้มีการอนุโลมให้สามารถให้บริการต่อไป จนเกือบครบเวลา 1 เดือน มีกระแสข่าวว่า ต้องใช้เวลาในการตรวจเอกสารขณะที่ กระทรวงดีอีก็ไม่ชัดเจนในการจัดการแพลตฟอร์ม
เป็นอีกครั้งที่สวัสดิภาพของประชาชนถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย ท่ามกลางความหละหลวมและ "ความไม่รับผิดชอบอย่างร้ายแรงของหน่วยงานรัฐ" เมื่อกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และกระทรวงคมนาคม ปล่อยให้แอปพลิเคชันเรียกรถอย่าง "Bolt" (โบลท์) สามารถเปิดให้บริการต่อไปได้หน้าตาเฉย ทั้งที่ใบอนุญาตสิ้นสุดลงไปแล้ว
สถานะล่าสุดคือ น่าจะครบกำหนด 1 เดือนของการต่อเวลา (อนุโลม) แล้ว แต่ยังเงียบกริบ ยังไม่มีความชัดเจน เมื่อสอบถาม ขบ. ได้รับคำตอบสั้นๆ ว่า “ยังไม่ได้ต่อ ”คำถามคือ ท่ามกลางอาชญากรรมและเรื่องร้องเรียนที่สะสม ทำไมกลไกของรัฐถึงยอมหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้คนไทยต้องเสี่ยงชีวิตกับแพลตฟอร์มที่ไร้สถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน?
ล่าช้า ไม่ชัดเจน หน่วยงานกำกับรถแอป ขบ.
ความน่าผิดหวังที่สุดในเรื่องนี้ตกไปอยู่ที่กระบวนการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรงอย่าง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ที่เต็มไปด้วยความล่าช้าและไร้ความโปร่งใส แทนที่จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบมาตรฐานและพิจารณาความผิดของแอปพลิเคชันอย่างเร่งด่วน ขบ. กลับเลือกที่จะ "ยื้อไปยื้อมา"
เมื่อสื่อมวลชนหรือสังคมตั้งคำถามถึงความคืบหน้า ขบ. ก็ตอบปัดเพียงสั้นๆ ว่า "ยังไม่ได้ต่อใบอนุญาต" แต่กลับไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนใดๆ หลุดออกมา ซ้ำร้าย ทางกระทรวงคมนาคมกลับเป็นฝ่ายออกโรงปกป้องและอลุ่มอล่วยให้เสียเอง โดยอ้างเหตุผลสุดมักง่ายว่า "กลัว ขบ. จะตรวจเอกสารไม่ทัน" จึงขยายเวลาให้ และไฟเขียวให้แพลตฟอร์มเถื่อนสามารถทำเงินและให้บริการต่อไปได้ในระหว่างที่รอรัฐบาลทำงาน
สคบ. อาชญากรรมจบที่ "เงินเยียวยา"
ในขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ยังไม่มีการดำเนินการที่เด็ดขาดชัดเจน หลังจากให้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น มีข่าวว่า สคบ.จะเรียนแอพพลิเคชันเจ้าปัญหามาชี้แจง และนัดหมายพูดคุยกับแพลตฟอร์มทุกเจ้าที่มีในตลาด แต่กำหนดนัดหมายก็เลื่อนออกไป
ตลอดช่วงปี 2568 ถึงกลางปี 2569 Bolt มีปัญหาเรื่องคนขับป้ายดำและการเรียกเก็บค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรมมาตลอด จนลุกลามไปสู่อาชญากรรมที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศอย่างรุนแรง
เหตุการณ์ที่ พัทยา คนขับวัย 21 ปี ทำร้ายร่างกายและเตะซ้ำนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย เพียงเพราะเรื่องหมวกกันน็อกและค่าเสียเวลา 25 บาท เหตุการณ์ที่ อโศก คนขับทิ้งนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นกลางทางและก่อเหตุทำร้ายร่างกาย
แทนที่ สคบ. หรือหน่วยงานรัฐจะใช้ไม้แข็งจัดการขั้นเด็ดขาดกับแพลตฟอร์มที่หละหลวมในการคัดกรองคนขับ เรื่องกลับจบลงง่ายๆ เพียงแค่ให้ Bolt จ่ายเงินเยียวยา (เช่น คดีอโศกจบที่ 35,000 บาท) แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป ไม่มีมาตรการลงโทษทางกฎหมายที่ทำให้แพลตฟอร์มต้องเกรงกลัว
เหตุใดคนไทยต้องทนแบกรับความเสี่ยง?
การที่กระทรวงคมนาคมและ ขบ. อ้างว่าการต่อเวลาให้คือการให้โอกาสแพลตฟอร์มไปชี้แจงและแก้ไขปรับปรุง แท้จริงแล้วคือการ "ผลักภาระความเสี่ยง" มาให้ผู้บริโภคตาดำๆ
การทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่ยอมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ อ้างตรวจเอกสารไม่ทัน และการเพิกเฉยของ กระทรวงดีอี ที่เป็นผู้กำกับดูแลแพลตฟอร์มผ่านสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (etda) แต่ก็ไม่มีความชัดเจนอะไร สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบราชการไทยในการคุ้มครองประชาชน ถึงเวลาที่สังคมต้องร่วมกันจับตาและกดดันอย่างหนักว่า เมื่อครบกำหนดเวลา 1 เดือนแห่งการอนุโลม รัฐบาลและ ขบ. จะมีข้ออ้างอะไรมาใช้ยื้อเวลาอีก? หรือต้องรอให้มีประชาชนหรือนักท่องเที่ยวสังเวยชีวิตให้กับความไร้มาตรฐานนี้ก่อน รัฐถึงจะตื่นจากการเกียร์ว่างและลุกขึ้นมาทำงานจริงเสียที




