Grande Centre Point Voyage Pattaya
เมื่อโรงแรมไม่พอแค่ ‘หรู’ ต้องขาย Experience “อยู่-กิน-เที่ยวในที่เดียว”
ตลาดโรงแรมพัทยากำลังเดินเข้าสู่โจทย์ใหม่ เมื่อการแข่งขันไม่ได้อยู่เพียงว่าใครมีห้องพักดี ทำเลสวย หรือบริการระดับ 5 ดาว แต่กำลังขยับไปสู่คำถามว่า โรงแรมจะสร้างประสบการณ์อะไรให้ลูกค้าอยากอยู่ให้นานขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้นได้อย่างไร
การเปิดตัว Grande Centre Point Voyage Pattaya ในเดือนตุลาคม 2569 จึงน่าสนใจในฐานะอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจโรงแรม เพราะโครงการไม่ได้วางตัวเป็นเพียงที่พัก แต่พยายามสร้างให้โรงแรมเป็น ‘Destination’ ที่ลูกค้าสามารถใช้เวลาทั้งวันได้ภายในพื้นที่เดียว

เบื้องหลังแนวคิดนี้คือการลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาท ของบริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) เพื่อพัฒนาโรงแรมแห่งที่ 10 ของกลุ่ม Grande Centre Point และแห่งที่ 3 ในพัทยา บนพื้นที่กว่า 111,100 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “The Borderless Journey” โดยเป้าหมายสำคัญ ไม่ได้มีเพียงการเพิ่มจำนวนห้องพักในตลาด แต่คือการสร้างโมเดลโรงแรมที่สามารถสร้างรายได้จากหลายส่วน และทำให้ “เวลาที่ลูกค้าอยู่ในโรงแรม” กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจ
จากขายห้องพัก สู่ขายประสบการณ์
สุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LHMH เปิดเผยว่า แนวทางของแบรนด์ Grande Centre Point คือการสร้าง “จุดหมายปลายทางที่ผู้คนอยากกลับมา” โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ การบริการแบบไทย และการพัฒนารูปแบบใหม่ในแต่ละโครงการ

สำหรับ Voyage แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดด้วยการรวมทั้งที่พัก ความบันเทิง เวลเนส กิจกรรมสำหรับครอบครัว ร้านอาหาร และพื้นที่ประชุมไว้ในโครงการเดียว นั่นทำให้โรงแรมไม่ได้แข่งขันด้วย ‘ห้องพัก’ เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วย Experience ตั้งแต่ลูกค้าเดินทางเข้ามาจนถึงช่วงเวลาที่กลับออกไป และนี่อาจเป็นหนึ่งในคำตอบของธุรกิจโรงแรมในยุคที่นักท่องเที่ยวไม่ได้มองหาสถานที่สำหรับนอนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับเวลาและเงินที่จ่าย
4,300 ล้าน เดิมพันโมเดล “Integrated Destination
กิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ LHMH เปิดเผยว่า โรงแรมทั้ง 3 แห่งของ Grande Centre Point ในพัทยาถูกวาง Positioning ให้แตกต่างกันและเสริมกัน โดย...
• Grande Centre Point Pattaya เน้นความสะดวกสบายและทำเลที่เชื่อมต่อกับ Terminal 21
• ขณะที่ Grande Centre Point Space Pattaya เน้นประสบการณ์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะตลาดครอบครัวและเด็ก
• ส่วน Voyage ถูกวางให้เป็น Integrated Destination ที่ขยับไปอีกระดับ ด้วยการรวมการพักผ่อน สวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร เวลเนส และพื้นที่ประชุมไว้ด้วยกัน

การวางตำแหน่งเช่นนี้สะท้อนว่าการลงทุนโรงแรมในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงจำนวนห้อง แต่ต้องคิดถึง ‘กิจกรรมทางเศรษฐกิจ’ ที่เกิดขึ้นภายในโครงการด้วย เพราะทุกครั้งที่ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในโรงแรมมากขึ้น ก็มีโอกาสเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม กิจกรรม ความบันเทิง ไปจนถึงบริการอื่น ๆ
Non-Room Revenue คือโจทย์สำคัญ
ตัวเลขที่น่าสนใจของ Voyage จึงไม่ได้อยู่แค่ ‘ค่าห้องพัก’ LHMH ตั้งเป้าอัตราการเข้าพักปีแรกไว้ที่ 75-80% และคาดว่าจะขึ้นไปถึง 90-95% ในช่วงไฮซีซัน พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีแรกประมาณ 1,300 ล้านบาท ที่สำคัญ บริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้ที่ไม่ได้มาจากห้องพัก หรือ Non-Room Revenue จะอยู่ที่ประมาณ 30%
ตัวเลขนี้สะท้อนหัวใจของโมเดล Voyage ได้ชัดเจน เพราะรายได้ของโรงแรมไม่ได้พึ่งพาเพียงจำนวนห้องที่ขายได้ แต่ต้องการสร้างรายได้จากกิจกรรมและบริการภายในโครงการให้มากขึ้น ทั้งสวนน้ำ ร้านอาหาร บาร์ เวลเนส กิจกรรมสำหรับครอบครัว รวมถึงพื้นที่ประชุมและอีเวนต์ ล้วนถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบรายได้ ซึ่งสิ่งนี้คือการเปลี่ยนจาก ‘Hotel Business’ ไปสู่ ‘Destination Business’ มากขึ้น และบริษัทคาดการณ์ระยะเวลาคืนทุนของโครงการไว้ราว 7 ปี

494 ห้อง แต่ขายมากกว่าห้องพัก
Voyage มีห้องพักและห้องสวีทรวม 494 ห้อง โดยทุกห้องมีวิวทะเล ขณะเดียวกันภายในโครงการยังมีพื้นที่รองรับกิจกรรมหลายรูปแบบ จุดเด่นคือ Time Traveller Water Park ขนาดกว่า 20,000 ตารางเมตร รวมถึงพื้นที่ความบันเทิงสำหรับเด็กและครอบครัว สนามโกคาร์ท เกมรูม และโรงภาพยนตร์แอนิเมชัน
ขณะที่กลุ่มเวลเนสมีพื้นที่กว่า 1,400 ตารางเมตร และมี Halo Convention Centre สำหรับรองรับการประชุมและอีเวนต์ได้เกือบ 1,600 คน
ส่วนด้านอาหารและเครื่องดื่มมี 9 ห้องอาหารและบาร์ ตั้งแต่ร้านอาหารจีนกวางตุ้ง Rooftop Restaurant Sky Bar ไปจนถึงร้านอาหารที่ให้บริการตลอดทั้งวัน
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในพื้นที่เดียว โรงแรมจึงสามารถสร้างเหตุผลให้ลูกค้า “ไม่ต้องออกไปข้างนอก” และเปิดโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายภายในโครงการตลอดทั้งวัน
เป้าหมายไม่ใช่แค่ ‘แขกเข้าพัก’ แต่ต้องอยู่นานและกลับมาอีก
เมสินี แก้วราตรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร LHMH เปิดเผยว่า Voyage เจาะตลาดการท่องเที่ยวแบบ **Multi-Generational Travel** รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพสูง กลุ่มครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อน ตลอดจนตลาด Bleisure, MICE, Staycation และ Long-Stay
โดยบริษัทตั้งเป้าสัดส่วนลูกค้าในปีแรกเป็นนักท่องเที่ยวไทย 65% และต่างชาติ 35% กลยุทธ์จึงไม่ได้เน้นเพียงการเพิ่มจำนวนผู้เข้าพัก แต่ต้องการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมการพักผ่อน ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน

น่าสนใจว่า LHMH ยังนำเรื่อง Storytelling และ Brand IP เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ โดยสร้างตัวละคร 12 Guardians และจักรวาล Xentier เพื่อเชื่อมประสบการณ์ตั้งแต่ห้องพัก กิจกรรม ความบันเทิง ไปจนถึงสินค้าและของสะสม
รวมถึงการใช้ Voyage Tokens และ Voyage Member เพื่อกระตุ้นการจองตรงและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
ดังนั้น Experience จึงไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อสร้างความสนุก แต่ถูกออกแบบให้เชื่อมกับทั้ง **Brand Loyalty และ Non-Room Revenue


จากโรงแรม สู่ Destination ของพัทยา
การลงทุนของ Voyage ยังสะท้อนการแข่งขันของพัทยาที่กำลังขยับจากเมืองท่องเที่ยวชายทะเลไปสู่เมืองท่องเที่ยวที่ต้องรองรับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มมากขึ้น
LHMH วางเป้าหมายให้พัทยาก้าวสู่ World-Class Family & MICE Destination โดยมองว่าการมีทั้งโรงแรม ที่พักสำหรับครอบครัว พื้นที่ความบันเทิง และศูนย์ประชุม จะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับตลาด
ขณะเดียวกัน การเปิดโครงการยังคาดว่าจะสร้างงานในท้องถิ่นมากกว่า 1,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการลงทุนที่ไม่ได้จบอยู่ภายในตัวโรงแรม แต่เชื่อมไปยังการจ้างงาน ร้านค้า ผู้ให้บริการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
สำหรับ LHMH การเปิด Voyage ยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนรายได้ของกลุ่มโรงแรม โดยบริษัทคาดว่ารายได้รวมปี 2569 จะเพิ่มขึ้นสู่ประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือเติบโต 35% จากปีก่อนหน้า


โรงแรมยุคใหม่ จึงไม่ได้ขายแค่ ‘ที่นอน’
สิ่งที่ Grande Centre Point Voyage Pattaya กำลังทดลอง จึงไม่ใช่เพียงการสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ขึ้น แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดว่า โรงแรมควรสร้างรายได้จากอะไร ... จากเดิมที่รายได้หลักผูกอยู่กับจำนวนห้องพักและอัตราการเข้าพัก โมเดลใหม่พยายามสร้างรายได้จากทุกช่วงเวลาที่ลูกค้าอยู่ในโครงการ
เช็กอินแล้วไม่จำเป็นต้องออกไปกินข้าวข้างนอก
มาพักกับครอบครัวก็มีสวนน้ำและกิจกรรม
มาประชุมก็สามารถพักและจัดงานในพื้นที่เดียวกัน
และเมื่อจบวันยังมีร้านอาหาร บาร์ และความบันเทิงรองรับ


นี่จึงเป็นการเปลี่ยนจากการ ‘ขายห้องพัก’ ไปสู่การ ‘ขายเวลาของลูกค้า’
และเมื่อเวลาที่ลูกค้าใช้ในโรงแรมเพิ่มขึ้น โอกาสสร้างรายได้ต่อหัวก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในวันที่การแข่งขันโรงแรมไม่ได้จบที่คำถามว่า ‘ห้องพักดีแค่ไหน?’ แต่ขยับไปสู่คำถามว่า “ลูกค้าจะมีเหตุผลอะไรให้อยู่ต่อ?”

Grande Centre Point Voyage Pattaya จึงเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าจับตาว่า โมเดล Integrated Destination จะสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ให้กลายเป็นรายได้ และเปลี่ยนโรงแรมให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” ได้มากเพียงใด เพราะในสมรภูมิโรงแรมยุคใหม่ การแข่งขันอาจไม่ใช่แค่ใครสร้างโรงแรมได้หรูที่สุด แต่คือ ใครทำให้ลูกค้าอยากอยู่ได้นานที่สุด และใช้จ่ายได้มากที่สุด










