เมื่อพูดถึง ‘การจัดระเบียบบ้าน’ หลายคนอาจมีมุมมองที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการจัดบ้านให้ดูโล่ง สบายตา จัดวางและเก็บสิ่งของต่างๆอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมไปถึงตกแต่งให้ดูสวย น่ามอง ตามสไตล์ความชื่นชอบของแต่ละคน แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ ‘ไม่มีเวลา’ หรือ ‘ไม่รู้’ วิธีการจัดระเบียบบ้าน และอีกส่วนหนึ่งมีคนที่ชอบ ‘สะสมของ’ เช่น ผู้สูงอายุที่บ้านได้ของแถม หรือภาชนะอะไรมาก็เสียดายไม่อยากทิ้ง จึงเก็บไว้เรื่อย ๆ จนกลายเป็น ‘ความรก’ และทำให้บ้านแทบไม่น่ามอง เต็มไปด้วยขยะ และไม่น่าอยู่ในที่สุด
ย้อนกลับไปเกือบ 5 ปีที่แล้ว ‘ธุรกิจการจัดระเบียบบ้าน’ ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยด้วยความชื่นชอบของ คุณอิมยาดา เรือนภู่ ที่รักการจัดระเบียบบ้านอยู่แล้ว จึงลองทำเป็นอาชีพเสริมแต่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามและมีรายได้ที่ดีจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำและมาเริ่มต้นทำธุรกิจนี้อย่างจริงจัง จึงเป็นที่มาของ ‘แมวบิน นักจัดระเบียบบ้าน’ และทุกวันนี้ยังคงมีคิวจองยาวและมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย จึงมองเห็นปัญหาของบ้านรกที่เป็นมากกว่าเรื่องสถานที่หรือสิ่งของแต่มองไปถึงเรื่องภายในจิตใจและความคิดของบุคคล คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจของประเทศ
การจัดระเบียบบ้านเป็นการจัดระเบียบชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิต
คุณอิมยาดา มองว่า ‘บ้าน’ ไม่ได้เป็นเพียง ‘ที่ซุกหัวนอน’ หรือเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนหลังเลิกงานเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สภาพแวดล้อมภายในที่บ้านสะท้อนถึงระบบความคิด นิสัย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประสบการณ์จากการทำงานจัดระเบียบบ้านในประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า บ้านที่เต็มไปด้วยของรกและขาดการจัดการมักสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะชีวิตที่ขาดระบบ ระดับความเครียดที่สะสม ตลอดจนปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรคชอบเก็บสะสมของ (Hoarding Disorder) โรคเสพติดการชอปปิ้ง (Shopaholic) โดยกลุ่มผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่อยู่คนเดียว มักเป็นกลุ่มที่ถูกละเลยในการจัดการสภาพแวดล้อมรอบตัว การปรับเปลี่ยนทิศทางและจัดระบบสิ่งของภายในบ้านจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่คือการ ‘จัดระบบชีวิต’ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสร้างสุขนิสัยใหม่ให้กับผู้คน

หากมองในภาพใหญ่ระดับประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วตามมาตรฐานสากล เช่น ประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มักให้ความสำคัญกับวินัย พฤติกรรมประชากร และมาตรฐานความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน การที่ประชากรมีหลักการและมีวินัยในการดำเนินชีวิต เริ่มต้นจากจุดที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ‘บ้าน’
ความเป็นระเบียบของบ้านไม่เพียงสะท้อนถึงทัศนคติ ระบบความคิด และแนวคิดที่มีหลักการที่ดีของผู้อยู่อาศัย แต่บ้านที่มีความเป็นระเบียบ อากาศถ่ายเท และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี สุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัยจะดีขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้ความจำเป็นในการพึ่งพาระบบสาธารณสุขหรือการพบแพทย์ลดลง สิ่งนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกที่เปลี่ยนประชากรให้กลายเป็นคนที่มีศักยภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ถ้าบ้านของประชาชน หรือประเทศเป็นประเทศที่สะอาด เราก็รู้อยู่แล้วว่าประชากรมีคุณภาพ มีระเบียบวินัย มีแนวคิด มีหลักการ แต่ว่าประชากรบ้านเราไม่มีหลักการ เราจะมีชีวิตที่เป็นอิสระเสรี ในแง่ดีก็คือสุขภาพจิตที่ดี แต่ว่าอีกแง่หนึ่ง ถ้าเราจะเอาแบบจริงจัง หลักวิชาการ หรือจะเอาคุณภาพ ก็ต้องยอมรับว่าไม่มี เพราะเราอยู่กับความอิสระเสรี freedom ทีนี้ถ้าเมื่อไหร่บ้านเมืองเป็นระเบียบ คนมีวินัย คนมีแกน มีหลักในการใช้ชีวิต มันก็เป็นเหมือนโดมิโน่ให้เศรษฐกิจเติบโต” คุณอิมยาดา กล่าว
“ถ้าบ้านหลังนั้นมีคนที่มีคุณภาพชีวิต เขาก็จะผลิตคนที่มีคุณภาพออกมาสู่สังคม”

สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานราก รัฐควรจัดการเรื่องไหน
ในมิติเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ปัญหาการจัดระเบียบบ้านเชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งยังคงมีช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ การเปลี่ยนวาทกรรมสิ่งแวดล้อมให้เป็นการปฏิบัติจริง ที่ผ่านมากิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 การส่งเสริมสินค้ากรีน หรือความยั่งยืน มักถูกใช้เป็นเพียง ‘วาทกรรม’ หรือการสร้างคอนเทนต์ทางการตลาด แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับยังไร้ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ภาครัฐจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ระยะยาว 10–20 ปี ในการลดการนำเข้า ลดการผลิต และลดการบริโภคสินค้าที่ไร้คุณภาพและก่อขยะเกินจำเป็น
“ประเทศไทยเราขาดผู้นำที่มองว่าประชาชนหรือบ้านแต่ละหลังมีความสำคัญและจำเป็น สภาพแวดล้อมอยู่กันไม่ได้ คือในระดับรากหญ้า รากฝอยจนถึงระดับกลาง ความเป็นอยู่พื้นฐานไม่ดีเลย อยู่ดีขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นระดับสูง”
ที่สำคัญคือการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาถูกและพฤติกรรมการเสพขยะ โดยคุณอิมยาดามองว่าการส่งเสริมการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ ‘ปักตะกร้า’ ซึ่งเน้นเพียงปริมาณการซื้อขาย แต่ขาดการให้ความรู้แก่ประชาชน ทำให้เกิดการซื้อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว แม้สินค้าเหล่านั้นจะมีราคาถูก เช่น สิ่งของราคา 20 บาท แต่ภาระในการบริหารจัดการขยะ การฝังกลบ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาน้ำท่วมหรือขยะล้นเมือง กลับสร้างต้นทุนให้ภาครัฐต้องจ่ายงบประมาณแผ่นดินสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท
“พอคนพูดว่า อุ๊ย ถ้าคนมันไม่ซื้อเศรษฐกิจก็ไปไม่ได้ ไม่ค่ะ เศรษฐกิจยังหมุน แต่ประชาชนเลือกซื้อของคุณภาพมากขึ้น ก็คือการจ่ายแพงมากขึ้น เผลอ ๆ เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะไม่ได้เสพขยะ ไม่ได้ซื้อขยะ”
ดังนั้นระดับความเป็นอยู่พื้นฐานของประชาชนในระดับรากหญ้าและคนชั้นกลาง ยังขาดการสนับสนุนเชิงโครงสร้างในด้านสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน รัฐบาลควรปรับเปลี่ยนมุมมองว่า สภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการและสุขภาพสาธารณะ หากประชากรได้รับการส่งเสริมให้ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ใช้ได้นาน และมีระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ รัฐจะสามารถหมุนเวียนงบประมาณไปใช้พัฒนาด่านอื่น ๆ ได้อย่างมหาศาล
การยกระดับประเทศไม่ได้เริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการสร้าง ‘คุณภาพชีวิตในบ้าน’ เมื่อบ้านเลิกเป็นสถานที่สะสมวัตถุและกลับมาเป็นพื้นที่ฟื้นฟูพลังชีวิต ประชาชนจะมีสุขภาวะที่ดีและมีวินัยในการร่วมสร้างสังคม การปรับนโยบายรัฐให้หันมาใส่ใจคุณภาพความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในระดับครัวเรือน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน




