นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผย ใช้โอกาสการเข้าร่วมประชุม ACD Summit ครั้งที่ 3 (3rd Asia Cooperation Dialogue Summit) ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา หารือต่อยอด เพื่อไทยเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาคอาเซียน ตอกย้ำประเทศไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศ ทำให้ข้อมูลที่จัดเก็บใน Data Center ในประเทศไทยจึงจะมีความปลอดภัย และยังสามารถพัฒนาเรื่อง AI ต่อเนื่องได้ด้วย
ทั้งนี้ ในโอกาสดังกล่าว ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีและผู้แทนของประเทศต่างๆ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงศักยภาพด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ของไทย ที่บริษัทชั้นนำจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ Amazon, Microsoft และล่าสุด Google ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนสร้างที่เก็บข้อมูลในไทย
เนื่องจากไทยมีจุดแข็ง ทั้งเรื่องของ ที่ตั้งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค มีความมั่นคงปลอดภัย ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติต่ำ โครงสร้างพื้นฐานมีคุณภาพสูง ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและมีความเข้าใจในเทคโนโลยี และกฎระเบียบที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล จึงเป็นโอกาสดีในการพัฒนาศักยภาพและขยายการเจริญเติบโตของ ธุรกิจดิจิทัลและ AI ของไทย

ขณะเดียวกัน ยังใช้โอกาสนี้ เชิญชวนประเทศที่ตนได้ไปพบ เช่น โอมาน และ UAE เข้ามาสร้างที่เก็บข้อมูลกับ Data Center ในไทย โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านความมั่นคงปลอดภัย และกฎระเบียบที่นำหน้าในมาตรฐานสากล ตามรายงานล่าสุดของ สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) อีกทั้งประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน Data Center และด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ไทยมีกฎหมายมาตรฐานสูงอย่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security Act)
นายพิชัย ยังเผยท่าทีของประเทศต่างๆ ภายหลังนำเสนอจุดเด่นประเทศไทยไปแล้ว ว่า ประเทศสมาชิก ACD แสดงท่าทีในเชิงบวก พร้อมทั้งชื่นชมไทยที่มีพัฒนาการด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ตนจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์ข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน และจะผลักดันประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในการประชุม ASEAN Summit ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเวียงจันทน์ในสัปดาห์หน้า

ข้อมูลจาก บีโอไอ (BOI) ระบุว่า ปัจจุบันมีโครงการ Data Center และ Cloud Service ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในไทย รวมกว่า 46 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 167,989 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง จะเป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศต่อไป





