ชี้โจทย์ใหญ่ กฎหมายแข่งขันไทย “ดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว”

14 ก.ย. 2569 - 09:08

  • ตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัลมีผลจากเครือข่าย และการสร้างระบบนิเวศ ที่ทำให้ต้นทุนในการย้ายค่าย สูงมาก การย้ายออกหมายถึงการสูญเสียฐานลูกค้าและรีวิวที่สะสมไว้

  • การที่รัฐบาลยิ่งต้องใช้อำนาจเร่งด่วนเท่าไร ก็ยิ่งมีหน้าที่ในการให้เหตุผล ที่ชัดเจนและโปร่งใสมากเท่านั้น

  • โจทย์ของไทย คือ การศึกษาหา "Regulatory Trigger" หรือจุดชนวนทางกฎหมายว่า เงื่อนไขประเภทใด ควรเป็นตัวกระตุ้นให้กฎหมายไทยเปลี่ยนจากการบังคับใช้เป็นรายกรณี

ชี้โจทย์ใหญ่ กฎหมายแข่งขันไทย “ดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว”

ชี้โจทย์ใหญ่ กฎหมายแข่งขันไทย “ดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว”

ผศ.ดร.ธีทัต ชวิศจินดา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แสดงความเห็นกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) จะออกมาตรการชั่วคราวสั่งให้แพลตฟอร์มดิจิทัลบางรายระงับการขึ้นค่าธรรมเนียม (GP) ว่า ประเด็นนี้ไม่ได้จบลงแค่เรื่องราคาค่าบริการแพงหรือไม่ แต่มันคือโจทย์ใหญ่ในการออกแบบกฎหมายกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว

ผศ.ดร.ธีทัต อธิบายว่า หากแกะปมข้อถกเถียงเรื่องค่า GP จะพบว่าปัญหามีความซับซ้อน 3 ชั้น เริ่มจากชั้นแรก PRICE (ราคา) กฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่ใช่กฎหมายควบคุมราคา การที่ราคาแพงจึงไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ และราคาถูกก็ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป การจะบอกว่าผิดหรือไม่ต้องย้อนไปดูมูลค่าทางเศรษฐกิจของสิ่งที่ได้รับ

ชั้นที่สอง POWER (อำนาจตลาด) ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญกว่าราคา คือเมื่อแพลตฟอร์มขึ้นค่า GP ร้านค้ามีทางเลือกที่จะย้ายไปที่อื่นได้จริงหรือไม่ ตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัลมีผลจากเครือข่าย (Network Effects) และการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ทำให้ต้นทุนในการย้ายค่าย (Switching Costs) สูงมาก การย้ายออกหมายถึงการสูญเสียฐานลูกค้าและรีวิวที่สะสมไว้ เมื่อไร้ทางเลือกจริง เรื่องราคาจึงเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเรื่องการใช้อำนาจเหนือตลาด 

และชั้นที่สาม GOVERNANCE (การกำกับดูแล) คือการตอบให้ได้ว่ารัฐควรเข้ามาแทรกแซงเมื่อไร และใช้เครื่องมืออะไร

สำหรับการที่ กขค. ใช้อำนาจตามมาตรา 60 สั่งระงับการขึ้นค่า GP ไว้ชั่วคราว ผศ.ดร.ธีทัต มองว่า เครื่องมือคุ้มครองชั่วคราว (Interim Measure) จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับตลาดดิจิทัลที่เปลี่ยนผ่านเร็ว เพราะหากรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ ตลาดอาจเสียหายจนแก้ไขไม่ได้ เข้าตำรา "ทางกฎหมายอาจชนะคดี แต่ทางตลาดแพ้ไปแล้ว"

การที่รัฐบาลยิ่งต้องใช้อำนาจเร่งด่วนเท่าไร ก็ยิ่งมีหน้าที่ในการให้เหตุผล (Reason-Giving) ที่ชัดเจนและโปร่งใสมากเท่านั้น ตามหลักสากลจะต้องพิสูจน์ให้เห็นทั้งมูลเบื้องต้นว่าอาจมีการฝ่าฝืนกฎหมาย (Prima Facie Infringement) มีความเร่งด่วนและความเสี่ยงต่อความเสียหายที่ยากจะเยียวยา รวมถึงมาตรการที่ใช้ต้องได้สัดส่วน เพราะคำว่าชั่วคราวไม่ควรแปลว่าเหตุผลชั่วคราว

ผศ.ดร.ธีทัต ยังได้เปรียบเทียบ รูปแบบการกำกับดูแลระหว่าง Ex Post (การบังคับใช้กฎหมายหลังเกิดพฤติกรรม) ซึ่งเป็นระบบคลาสสิกที่รอให้เกิดการกระทำแล้วค่อยเข้าไปตรวจสอบ แต่มักประสบปัญหามาช้าเกินไปในตลาดดิจิทัล กับ Ex Ante (การกำกับดูแลล่วงหน้า) ที่กำหนดหน้าที่และข้อห้ามไว้ล่วงหน้าสำหรับผู้ประกอบการที่มีอำนาจเชิงโครงสร้าง เช่น โมเดล Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป หรือ DMCC Act 2024 ของสหราชอาณาจักร

การกำกับแบบ Ex Ante ก็มีต้นทุนสูง หากออกกฎหมายกว้างหรือละเอียดเกินไป อาจกลายเป็นการทำลาย นวัตกรรม หรือเกิดภาวะหนีเสือปะ Regulator

โจทย์ของไทยไม่ใช่การตั้งคำถามว่าจะลอกกฎหมายจากประเทศไหนมาใช้ แต่คือการศึกษาหา "Regulatory Trigger" หรือจุดชนวนทางกฎหมายว่า เงื่อนไขประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นขนาดบริษัท จำนวนผู้ใช้ การเป็นตัวกลาง หรืออุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด ที่ควรเป็นตัวกระตุ้นให้กฎหมายไทยเปลี่ยนจากการบังคับใช้เป็นรายกรณี ไปสู่การกำกับล่วงหน้า เพื่อไม่ให้การกำกับดูแลของไทยตกอยู่ในภาวะ "Too little, too late" (สายน้อยเกินไปและช้าเกินไป) หรือพลิกกลับกลายเป็น "Too much, too soon" (แทรกแซงมากเกินไปและเร็วเกินไป) จนส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” ผศ.ดร.ธีทัต 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์