ตลาดหุ้น ร่วงรับผลเลือกตั้ง นักวิเคราะห์ ชี้ปัจจัยมาจากแรงขายหุ้นใหญ่ (Big cap) เพื่อลดความเสี่ยง พร้อมกังวลการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้คาดแนวโน้มทั้งวัน ตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในแดนลบ ล่าสุด ปิดครึ่งวันเช้า ดัชนีอยู่ที่ 1,550.85 ลดลง 10.50 จุด เปลี่ยนแปลง -0.67% มูลค่าการซื้อขาย 38,609.05 ล้านบาท

โดย Big cap 5 อันดับที่มีการซื้อขายสูงสุด ได้แก่
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้ง ส.ส. อย่างไม่เป็นทางการ ที่รายงานโดย กกต. (เวลา 07.30 น. นับคะแนนแล้ว 99%) พบว่าพรรคการเมืองที่ได้จำนวน ส.ส. สูงที่สุดได้แก่ พรรคก้าวไกล มีจำนวน ส.ส. รวม 151 คน ตามมาด้วย พรรคเพื่อไทย มีจำนวน ส.ส. 141 คน อันดับ 3 ได้แก่ ภูมิใจไทย 70 คน ( ทั้งนี้มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ราว 75% ราว 39.2 ล้านคน)
จากผลการเลือกตั้งดังกล่าว เห็นว่า เกิดการสลับขั้วการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม น่าจะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล โดยในเบื้องต้นหากรวมเฉพาะพรรคฝ่ายค้านหลักเดิมอย่าง ก้าวไกล และ เพื่อไทย ซึ่งจำนวน ส.ส. อย่างไม่เป็นทางการที่รายงาน โดยกกต. มีคะแนนเสียงรวมกัน มากถึง 291 เสียง ซึ่งตามหลักการก็ควรได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล
จากกรอบเวลาดังกล่าว บนสมมุติฐานว่า กกต. ใช้ระยะเวลาเต็ม 60 วัน ก็น่าจะสามารถเปิดสมัยประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกได้ภายใน ครึ่งแรกของเดือน ก.ค. 2566 หลังจากนั้น ก็จะเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร์ ซึ่งจะดำรงตำแหน่ง ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งไปด้วย เมื่อได้ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร์แล้ว กระบวนการต่อไป ก็จะเป็นวาระสำคัญ คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยจะโหวตจากบัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคการเมือง ยี่นต่อ กกต. ว่าจะเสนอให้ บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี
โดยผู้ที่จะผ่านการคัดเลือกต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน รวม 750 คน หมายความว่าต้องได้คะแนนเสียงสนับสนุน 376 คน ขึ้นไป เมื่อเลือก นายกรัฐมนตรีได้แล้ว ก็จะเป็นการจัดตั้ง ครม. นำขึ้นทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเริ่มทำหน้าที่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนสิงหาคม 2566
เจาะนโยบายไฮไลท์พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูง
ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายหาเสียง แนะนำ 6 กลุ่มหลักๆ ดังนี้ COMM (CPALL, CRC, HMPRO, COM7), FIN (MTC, SAWAD, TIDLOR) , BANK (KBANK, KTB) , FOOD (SNNP, CBG) , CONS (CK, STEC), CONMAT (SCC)
สรุป ผลการเลือกตั้งแลนสไลด์เป็น ส้ม-แดง หลังจากนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ กกต. 60 วัน และเปิดสมัยประชุมรัฐสภาภายในครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2566 ต่อมา คือ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วจัดตั้ง ครม. นำขึ้นทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเริ่มทำหน้าที่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนสิงหาคม 2566 และคาดว่า จะเห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น จากการสลับขั้วอำนาจ ด้วยประเด็นดังกล่าว หนุนให้ SET Index มีโอกาสปรับขึ้นแรง เฉกเช่นสถิติในอดีตสถิติผลตอบแทนย้อน
- GULF (บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์)
- KBANK (บมจ.ธนาคารกสิกรไทย)
- BBL (บมจ.ธนาคารกรุงเทพ)
- CPALL (บมจ.ซีพี ออลล์)
- AOT (บมจ.ท่าอากาศยานไทย)
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้ง ส.ส. อย่างไม่เป็นทางการ ที่รายงานโดย กกต. (เวลา 07.30 น. นับคะแนนแล้ว 99%) พบว่าพรรคการเมืองที่ได้จำนวน ส.ส. สูงที่สุดได้แก่ พรรคก้าวไกล มีจำนวน ส.ส. รวม 151 คน ตามมาด้วย พรรคเพื่อไทย มีจำนวน ส.ส. 141 คน อันดับ 3 ได้แก่ ภูมิใจไทย 70 คน ( ทั้งนี้มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ราว 75% ราว 39.2 ล้านคน)
จากผลการเลือกตั้งดังกล่าว เห็นว่า เกิดการสลับขั้วการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม น่าจะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล โดยในเบื้องต้นหากรวมเฉพาะพรรคฝ่ายค้านหลักเดิมอย่าง ก้าวไกล และ เพื่อไทย ซึ่งจำนวน ส.ส. อย่างไม่เป็นทางการที่รายงาน โดยกกต. มีคะแนนเสียงรวมกัน มากถึง 291 เสียง ซึ่งตามหลักการก็ควรได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล
- รัฐบาลใหม่น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ประเมินจากจำนวน ส.ส. ของพรรคที่มีโอกาสร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ น่าจะมีจำนวนเสียงที่มากกว่า พรรคฝ่ายค้านอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งน่าจะทำให้ รายชื่อนายกรัฐมนตรีที่เสนอโดยพรรคร่วมที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่ น่าจะสามารถผ่านด่านของ ส.ว. ออกไปได้
- การเดินนโยบายรัฐบาลน่าจะมีเอกภาพมากขึ้น ด้วยคะแนนเสียงที่กระจุกตัวอยู่ที่ไม่กี่พรรคการเมือง ทำให้จำนวนพรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ได้มีมากนัก ซึ่งโครงสร้างดังกล่าว น่าจะทำให้การเดินหน้านโยบายต่างๆ มีความเป็นเอกภาพและทิศทางที่ชัดเจน
จากกรอบเวลาดังกล่าว บนสมมุติฐานว่า กกต. ใช้ระยะเวลาเต็ม 60 วัน ก็น่าจะสามารถเปิดสมัยประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกได้ภายใน ครึ่งแรกของเดือน ก.ค. 2566 หลังจากนั้น ก็จะเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร์ ซึ่งจะดำรงตำแหน่ง ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งไปด้วย เมื่อได้ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร์แล้ว กระบวนการต่อไป ก็จะเป็นวาระสำคัญ คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยจะโหวตจากบัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคการเมือง ยี่นต่อ กกต. ว่าจะเสนอให้ บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี
โดยผู้ที่จะผ่านการคัดเลือกต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน รวม 750 คน หมายความว่าต้องได้คะแนนเสียงสนับสนุน 376 คน ขึ้นไป เมื่อเลือก นายกรัฐมนตรีได้แล้ว ก็จะเป็นการจัดตั้ง ครม. นำขึ้นทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเริ่มทำหน้าที่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนสิงหาคม 2566
เจาะนโยบายไฮไลท์พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูง
- พรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 คือ พรรคก้าวไกล “เน้นปรับโครงสร้างทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มสวัสดิการทุกช่วงวัย”
- พรรคคะแนนเสียงอันดับ 2 คือ พรรคเพื่อไทย “เน้นเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส พร้อมกับคาดหวัง GDP กลับมาเติบโตเฉลี่ยอย่างต่ำปีละ 5%”
ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายหาเสียง แนะนำ 6 กลุ่มหลักๆ ดังนี้ COMM (CPALL, CRC, HMPRO, COM7), FIN (MTC, SAWAD, TIDLOR) , BANK (KBANK, KTB) , FOOD (SNNP, CBG) , CONS (CK, STEC), CONMAT (SCC)
สรุป ผลการเลือกตั้งแลนสไลด์เป็น ส้ม-แดง หลังจากนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ กกต. 60 วัน และเปิดสมัยประชุมรัฐสภาภายในครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2566 ต่อมา คือ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วจัดตั้ง ครม. นำขึ้นทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเริ่มทำหน้าที่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนสิงหาคม 2566 และคาดว่า จะเห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น จากการสลับขั้วอำนาจ ด้วยประเด็นดังกล่าว หนุนให้ SET Index มีโอกาสปรับขึ้นแรง เฉกเช่นสถิติในอดีตสถิติผลตอบแทนย้อน





