คาดหุ้น ‘ลบ’ ทั้งวัน นลท.ขายลดเสี่ยง จัดตั้ง รบ.ใหม่

15 พ.ค. 2566 - 14:59

  • หุ้นไทย ‘แดง’ รับผลเลือกตั้ง แกว่งแดนลบ

  • นักวิเคราะห์คาด แดงทั้งวัน จากนักลงทุนขายลดความเสี่ยง เพื่อรอคอยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

  • ยังเชื่อ อนาคตโอกาสปรับขึ้นแรง หลังรัฐบาลมีเสถียรภาพ

Investment_stock_set_index_election_form_team_government_SPACEBAR_Hero_882640da01.jpeg
ตลาดหุ้น ร่วงรับผลเลือกตั้ง นักวิเคราะห์ ชี้ปัจจัยมาจากแรงขายหุ้นใหญ่ (Big cap) เพื่อลดความเสี่ยง พร้อมกังวลการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้คาดแนวโน้มทั้งวัน ตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในแดนลบ ล่าสุด ปิดครึ่งวันเช้า ดัชนีอยู่ที่ 1,550.85 ลดลง 10.50 จุด เปลี่ยนแปลง -0.67% มูลค่าการซื้อขาย 38,609.05 ล้านบาท 
Investment_stock_set_index_election_form_team_government_SPACEBAR_Photo01_c35decfb45.jpeg
Investment-stock-set-index-election-form-team-government-SPACEBAR-Photo01.jpg
โดย Big cap 5 อันดับที่มีการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ 
  1. GULF (บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์)  
  2. KBANK (บมจ.ธนาคารกสิกรไทย)  
  3. BBL (บมจ.ธนาคารกรุงเทพ)  
  4. CPALL (บมจ.ซีพี ออลล์)  
  5. AOT (บมจ.ท่าอากาศยานไทย) 
นักวิเคราะห์ ชี้ กระบวนการเลือกตั้งนับจากนี้ 
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้ง ส.ส. อย่างไม่เป็นทางการ ที่รายงานโดย กกต. (เวลา 07.30 น. นับคะแนนแล้ว 99%) พบว่าพรรคการเมืองที่ได้จำนวน ส.ส. สูงที่สุดได้แก่ พรรคก้าวไกล มีจำนวน ส.ส. รวม 151 คน ตามมาด้วย พรรคเพื่อไทย มีจำนวน ส.ส. 141 คน อันดับ 3 ได้แก่ ภูมิใจไทย 70 คน ( ทั้งนี้มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ราว 75% ราว 39.2 ล้านคน)  

จากผลการเลือกตั้งดังกล่าว เห็นว่า เกิดการสลับขั้วการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม น่าจะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล โดยในเบื้องต้นหากรวมเฉพาะพรรคฝ่ายค้านหลักเดิมอย่าง ก้าวไกล และ เพื่อไทย ซึ่งจำนวน ส.ส. อย่างไม่เป็นทางการที่รายงาน โดยกกต. มีคะแนนเสียงรวมกัน มากถึง 291 เสียง ซึ่งตามหลักการก็ควรได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล 
  • รัฐบาลใหม่น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ประเมินจากจำนวน ส.ส. ของพรรคที่มีโอกาสร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ น่าจะมีจำนวนเสียงที่มากกว่า พรรคฝ่ายค้านอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งน่าจะทำให้ รายชื่อนายกรัฐมนตรีที่เสนอโดยพรรคร่วมที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่ น่าจะสามารถผ่านด่านของ ส.ว. ออกไปได้ 
  • การเดินนโยบายรัฐบาลน่าจะมีเอกภาพมากขึ้น ด้วยคะแนนเสียงที่กระจุกตัวอยู่ที่ไม่กี่พรรคการเมือง ทำให้จำนวนพรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ได้มีมากนัก ซึ่งโครงสร้างดังกล่าว น่าจะทำให้การเดินหน้านโยบายต่างๆ มีความเป็นเอกภาพและทิศทางที่ชัดเจน 
กระบวนการหลังจากนี้ เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องตรวจสอบ ข้อร้องเรียนต่างๆ ที่มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นก็จะทำการวินิจฉัย ให้ใบเหลือง-ใบแดง ซึ่งอาจมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ส. อยู่บ้าง แต่ก็น่าจะเป็นส่วนน้อย เมื่อตรวจสอบและวินิจฉัยแล้ว ก็ต้องประกาศรับรอง ส.ส. อย่างเป็นทางการ ภายใน 60 วัน นับจากวันเลือกตั้ง โดยต้องรับรอง ส.ส. ไม่น้อยกว่า 95% หรือ 475 คน เพื่อให้สามารถเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกได้ 

จากกรอบเวลาดังกล่าว บนสมมุติฐานว่า กกต. ใช้ระยะเวลาเต็ม 60 วัน ก็น่าจะสามารถเปิดสมัยประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกได้ภายใน ครึ่งแรกของเดือน ก.ค. 2566 หลังจากนั้น ก็จะเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร์ ซึ่งจะดำรงตำแหน่ง ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งไปด้วย เมื่อได้ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร์แล้ว กระบวนการต่อไป ก็จะเป็นวาระสำคัญ คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยจะโหวตจากบัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคการเมือง ยี่นต่อ กกต. ว่าจะเสนอให้ บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี  

โดยผู้ที่จะผ่านการคัดเลือกต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน รวม 750 คน หมายความว่าต้องได้คะแนนเสียงสนับสนุน 376 คน ขึ้นไป เมื่อเลือก นายกรัฐมนตรีได้แล้ว ก็จะเป็นการจัดตั้ง ครม. นำขึ้นทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเริ่มทำหน้าที่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนสิงหาคม 2566 

เจาะนโยบายไฮไลท์พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูง 
  • พรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 คือ พรรคก้าวไกล “เน้นปรับโครงสร้างทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มสวัสดิการทุกช่วงวัย” 
  • พรรคคะแนนเสียงอันดับ 2 คือ พรรคเพื่อไทย “เน้นเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส พร้อมกับคาดหวัง GDP กลับมาเติบโตเฉลี่ยอย่างต่ำปีละ 5%” 
จากพัฒนาการของสถานการณ์การเมืองดังกล่าว เชื่อว่าตลาดหุ้นน่าจะตอบสนองเชิงบวกหากจะเทียบเคียงอารมณ์ อาจคล้ายช่วงเวลาที่ พรรคไทยรักไทย ชนะเลือกตั้งแบบ Landslide ในปี 2544 ซึ่งตอนนั้น SET Index ขึ้น 8.5% ในสัปดาห์แรกหลังเลือกตั้ง และ 19% ใน 1 เดือนหลังเลือกตั้ง หรือน้อยที่สุดน่าจะทำให้ SET Index ปรับขึ้นไปได้ตามข้อมูลเชิงสถิติในอดีต 5 ครั้งหลังสุด กล่าวคือ 3.8% ในสัปดาห์แรกหลังเลือกตั้ง และ 3.1% ในช่วง 1 เดือนแรกหลังเลือกตั้ง โดยมี Fund Flow ไหลเข้าเฉลี่ย 9 พันล้านบาท 

ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายหาเสียง แนะนำ 6 กลุ่มหลักๆ ดังนี้ COMM (CPALL, CRC, HMPRO, COM7), FIN (MTC, SAWAD, TIDLOR) , BANK (KBANK, KTB) , FOOD (SNNP, CBG) , CONS (CK, STEC), CONMAT (SCC) 

สรุป ผลการเลือกตั้งแลนสไลด์เป็น ส้ม-แดง หลังจากนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ กกต. 60 วัน และเปิดสมัยประชุมรัฐสภาภายในครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2566 ต่อมา คือ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วจัดตั้ง ครม. นำขึ้นทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเริ่มทำหน้าที่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนสิงหาคม 2566 และคาดว่า จะเห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น จากการสลับขั้วอำนาจ ด้วยประเด็นดังกล่าว หนุนให้ SET Index มีโอกาสปรับขึ้นแรง เฉกเช่นสถิติในอดีตสถิติผลตอบแทนย้อน 
Investment_stock_set_index_election_form_team_government_SPACEBAR_Photo02_d081b759e8.jpeg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์