ชวนคิด ไอเดีย กำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์

25 มี.ค. 2569 - 13:36

  • ปัจจุบันประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ให้บริการอยู่ประมาณ 10 ราย

  • ผลการศึกษาอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ มีแนวโน้มเติบโตสูง ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 27.71% มูลค่าตลาดอยู่ที่ 2.02 ล้านล้านบาท

  • แนวคิดในการจัดระเบียบเพื่อให้รองรับวิกฤตพลังงาน และไม่เกิดความเสี่ยงจากการลงทุน

ชวนคิด ไอเดีย กำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์

ชวนคิด ไอเดีย กำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ 

เป็นเรื่องน่าติดตาม และชวนคิด เมื่อองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสาร โทรคมนาคม มีไอเดียที่จะระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์  รับวิกฤตพลังงาน เตรียมที่จะเปลี่ยนใบอนุญาต ดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อการจัดระเบียบและการดูแล ดาต้า เซ็นเตอร์ ที่เติบโตมากในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันมีการลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ ในประเทศไทยจำนวนมาก มีผู้ให้บริการกว่า 10 ราย ที่ได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ประเทศไทยต้องกลับมาพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดโซนนิ่ง เพื่อให้ไม่กระทบต่อพลังงานในอนาคตทั้งพลังงานไฟฟ้า น้ำ  ในต่างประเทศอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ก็เริ่มระงับการลงทุนใหม่ชั่วคราว 3 ปี  ขณะที่สิงคโปร์เองเริ่มพิจารณามากขึ้นก่อนอนุญาตให้เข้ามาลงทุน ดังนั้นจึงเห็นการลงทุนไหลเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น

นอกจากความกังวลเรื่องพลังงานในอนาคตแล้ว อีกสิ่งที่สถาบันการเงินก็กังวลและเริ่มส่งเสียงสะท้อนผ่านสำนักงานฯมาอีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจาก ไม่มั่นใจในการปล่อยกู้เงินลงทุนระดับหลายร้อยล้านว่าในอนาคตธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ จะไม่ทิ้งร้าง รวมไปถึงความกังวลเรื่องทุนเทา ที่อาจเข้ามาลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการส่งสายสื่อสารให้กับแก๊งมิจฉาชีพ หรือไม่

จากรายงานผลการศึกษาแนวโน้มมูลค่าตลาดสื่อสารและทิศทางอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย ปี 2569 คาดว่า ในปี 2568-2574 อุตสาหกรรม ดาต้า เซ็นเตอร์ มีแนวโน้มเติบโตสูง ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 27.71% คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจากประมาณ 4.7 แสนล้านบาท เป็น 2.02 ล้านล้านบาท นั้น ทำให้ สำนักงานฯจำเป็นต้องจัดระเบียบผู้ขออนุญาตประกอบกิจการ ดาต้า เซ็นเตอร์ ใหม่ ด้วยการออกประกาศเปลี่ยนใบอนุญาตจากประเภทที่ 1 เป็นประเภทที่ 3 โดยจะเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดเร็วๆนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2569

แนวคิดของผู้กำกับดูแล ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการปิดกั้นการลงทุน แต่ต้องดูผลกระทบในระยะยาวด้านพลังงาน ดังนั้นก่อนจะออกประกาศใหม่ต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน มั่นใจว่าทุกฝ่ายจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน ว่ากันว่าที่มาของแนวคิดนี้มาจาก ความกังวลของ สถาบันการเงินที่มีคนไปกู้เงินมาทำดาต้าเซ็นเตอร์ แน่ละแต่ละแห่งต้องลงทุนมากกว่า 200 ล้านบาท เป็นเงินจำนวนมาก ในเศรษฐกิจแบบนี้ สถาบันการเงินเกรงว่า ถ้าเปิดกันมากๆ แล้วเกิดทำธุรกิจไม่ได้ ต้องปิดตัวลง ก็จะกลายเป็นหนี้จำนวนมหาศาล 

ที่ต้องชวนคิด เพราะเมื่อไปถาม ผู้สันทัดกรณีในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ในไทยเวลานี้ หากนับจำนวนแล้วเพียงพอที่จะรองรับบริการคลาวด์เซอร์วิสเท่านั้น ประเทศไทย ยังต้องมีการพัฒนา AI และ คลาวด์อีกมากที่ต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้นการทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีน้อยลง หรือทำให้การเข้าสู่ธุรกิจนี้ทำได้ยาก นอกจากจะไม่รอบรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแล้ว อาจเป็นการทำให้ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ไม่เติบโตเท่าที่ควร ความหวังที่ประเทศไทยจากเป็นฮับของภูมิภาคนี่ไม่ต้องคิดกันเลยอาจจะยากขึ้น การดูแลธุรกิจนี้ควรดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม หาซัพพอร์ตคลาวด์ ไม่ควร 

“ ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยตอนนี้ เพิ่งแค่ตอบโจทย์ดีมานด์การใช้คลาวด์ ยังอีกมหาศาล ยุคของดาต้าเซ็นเตอร์ยังเพิ่มเริ่ม ยังไม่มีดีมานด์ ของเอไอเลย ในอนาคตมูลค่าการลงทุนทำดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรับรับการใช้งานและพัฒนา เอไอ ไม่นับเซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดแวร์ ต้องสูงกว่าปกติ 20-30 % ตลาดมันต้องไปได้อีกมาก ส่วนถ้าลงทุนมาแล้วไปไม่รอด คิดให้ดีมันไม่กระทบประชาชน มันกระทบกับเจ้าของธุรกิจเท่านั้น ”

จึงเป็นเรื่องชวนคิด และพิศวง ถึงการจะดูแล ดาต้าเซ็นเตอร์ เรื่องนี้ควรคิดให้รอบด้านนับตั้งแต่ เราควรดูแลธุรกิจนี้ยังไง ใครควรเป็นเจ้าภาพ ใช่คนที่ดูคลื่นความถี่หรือเปล่า หรือควรเป็นใคร และควรส่งเสริม สนับสนุน อย่างไร เพื่อสอดคล้องกลับทิศทางการพัฒนาความเป็นไปของเทคโนโลยี และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต รับมือกับการเติบโตของ AI  หรือ Cloud ที่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนมีความต้องการ เราควรทำยังไง คิดยังไง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์