‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ ชี้เทรนด์สิทธิบัตรภัยพิบัติพุ่ง โลกเร่งใช้ AI-ดิจิทัล สู่ระบบคาดการณ์เชิงรุก
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดบทวิเคราะห์แนวโน้มสิทธิบัตร “เทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติ” ทั่วโลก พบการเร่งตัวของนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมี “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)–ระบบอัตโนมัติ-ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)” เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ยกระดับการบริหารจัดการจาก ‘ตั้งรับ’ ไปสู่ “คาดการณ์และตอบสนองเชิงรุก” รองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น
อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในช่วง 20 ปี (2550–2569) จำนวนคำขอสิทธิบัตรด้านนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากไม่ถึง 700 กลุ่มต่อปีในช่วงแรก สู่ระดับสูงสุด 8,157 กลุ่มในปี 2568 และคาดว่าจะทะลุ 10,000 กลุ่มในปี 2570 ก่อนขยับแตะ 14,700 กลุ่มในปี 2573 สะท้อนดีมานด์เทคโนโลยีบริหารจัดการวิกฤตที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
ในเชิงโครงสร้างตลาด จีนครองสัดส่วนสิทธิบัตรสูงสุด 54.6% ตามด้วยสหรัฐอเมริกา 10.8% และอินเดีย 8.3% โดยแต่ละประเทศมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันตามบริบทความเสี่ยงภัยพิบัติ ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ เช่น Samsung Electronics, State Grid Corporation of China และ IBM มีสัดส่วนรวมไม่ถึง 12% ชี้ให้เห็นว่าตลาดยังเปิดกว้างและมีการแข่งขันกระจายตัวสูง
ทั้งนี้ เทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
• การทำนายและเตือนภัยล่วงหน้า เติบโตต่อเนื่องจากการใช้ AI และ IoT
• การตอบสนองและกู้ภัย เน้นโดรน หุ่นยนต์ และระบบสื่อสารฉุกเฉิน
• การจัดการวิกฤต เติบโตสูงสุด ใช้ Big Data และ AI สนับสนุนการตัดสินใจ
• โครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น เริ่มเข้าสู่ระยะอิ่มตัวและเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

สำหรับประเทศไทย ในช่วง 5 ปี (2564–2568) มีคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรรวม 59 คำขอ โดยกว่า 81% เป็นผลงานนักประดิษฐ์ไทย แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ “อนุสิทธิบัตร” สะท้อนการต่อยอดเทคโนโลยีเดิม ขณะที่คำขอจากต่างชาติเป็นสิทธิบัตรทั้งหมด แสดงถึงความเข้มข้นด้านการวิจัยขั้นสูง
กลุ่มเทคโนโลยีที่ไทยยื่นมากที่สุด คือ “ระบบแจ้งเตือนภัย” เช่น ไซเรนและระบบเตือนภัยสาธารณะ รองลงมาคือเทคโนโลยีการพยากรณ์ เช่น พายุ น้ำฝน แผ่นดินไหว โดยมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
กรมทรัพย์สินทางปัญญามองว่า ไทยยังมี ‘โอกาสเชิงยุทธศาสตร์’ ในการพัฒนา Disaster Tech จากบริบทความเสี่ยงภัยจริง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และ PM2.5 ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจใหม่ โดยควรเร่งพัฒนา 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ AI วิเคราะห์ภัยพิบัติ, IoT และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ และระบบตอบสนองอัตโนมัติ เช่น โดรนและโลจิสติกส์ฉุกเฉิน
อย่างไรก็ตาม การผลักดันสู่เชิงพาณิชย์จำเป็นต้องเร่งสร้าง ‘โครงสร้างข้อมูลกลาง’ เชื่อมโยงหน่วยงาน พัฒนาบุคลากรด้าน AI และ Data Science รวมถึงส่งเสริมสตาร์ทอัพและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว




