ไวน์อิตาลีเก็บเกี่ยวปีทอง แต่สต็อกล้นตลาดบีบลดผลผลิต

27 ก.ย. 2569 - 10:39

  • ฤดูร้อนปี 2026 ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นพีดมอนต์ แต่สภาพองุ่นกลับดีเยี่ยมทั้งปริมาณและคุณภาพ

  • สต็อกไวน์ของอิตาลีพุ่งสูง 6.9% เมื่อเทียบปีต่อปี เทียบเท่าขวดไวน์กว่า 5.6 พันล้านขวด

  • สมาคมไวน์อิตาลีเรียกร้องวางแผนการผลิตตามความต้องการตลาด พร้อมระงับการปลูกไร่องุ่นแห่งใหม่

ไวน์อิตาลีเก็บเกี่ยวปีทอง แต่สต็อกล้นตลาดบีบลดผลผลิต

พีดมอนต์เก็บเกี่ยวองุ่นปีทอง แต่วิกฤตสต็อกล้นบีบผู้ผลิตไวน์อิตาลีลดกำลังผลิต

ผู้ผลิตไวน์ในแคว้นพีดมอนต์ทางตอนเหนือของอิตาลีประกาศความสำเร็จของฤดูเก็บเกี่ยวปี 2026 ว่าดีที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ แม้จะเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ภาวะสต็อกไวน์ล้นตลาดจากผลพวงของสงคราม ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กำลังบีบให้ผู้ผลิตต้องตัดสินใจลดผลผลิตลง

ร้อนสุดขีด แต่องุ่นงามเกินคาด

ฟิลิปโป โมบริชี หัวหน้าสมาคม Barbera d'Asti วัย 59 ปี เปิดเผยว่า การเก็บเกี่ยวปีนี้เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยฤดูร้อนปี 2026 มีอุณหภูมิเฉลี่ย 21.6 องศาเซลเซียส และพุ่งสูงถึง 40 องศาในบางพื้นที่ใกล้เมืองอักลีอาโน แตร์เม

"ผมไม่เคยเห็นวินเทจที่สวยงามขนาดนี้มาก่อน ทั้งปริมาณและคุณภาพ นี่คือการเก็บเกี่ยวระดับ 5 ดาว" โมบริชีกล่าว

ปัจจัยสำคัญที่พลิกสถานการณ์คือฤดูหนาวและต้นฤดูใบไม้ผลิที่มีฝนตกชุก ทำให้ต้นองุ่นสะสมน้ำสำรองเพียงพอ ประกอบกับผู้ผลิตปรับวิธีดูแลโดยเก็บใบไว้มากกว่าปกติเพื่อบังแสงแดดให้องุ่น

สต็อกล้น บีบลดโควตาการผลิต

แม้คุณภาพองุ่นจะดีเลิศ แต่ปัญหาสต็อกไวน์ล้นตลาดยังคงกดดันอุตสาหกรรม ข้อมูลทางการระบุว่า สต็อกไวน์ของอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตไวน์อันดับหนึ่งของโลก เพิ่มขึ้น 6.9% เมื่อเทียบปีต่อปีในเดือนกรกฎาคม คิดเป็นปริมาณเทียบเท่าขวดไวน์กว่า 5.6 พันล้านขวด ใกล้เคียงกับกำลังผลิตเต็มปี

สมาคมผู้ผลิต Barbera d'Asti จึงตัดสินใจลดโควตาการเก็บเกี่ยวองุ่นต่อเฮกตาร์จาก 9 ตันเหลือ 8.5 ตัน และผู้ผลิตบางรายในพีดมอนต์หันไปแปรรูปองุ่นส่วนเกินเป็นน้ำส้มสายชูแทน

สมาคมไวน์เรียกร้องตัดสินใจครั้งใหญ่

สหภาพไวน์อิตาลี (UIV) เรียกร้องให้วางแผนการผลิตตามความต้องการตลาดจริง และระงับการปลูกไร่องุ่นแห่งใหม่ ลัมแบร์โต เฟรสโกบัลดี ประธาน UIV และผู้ปลูกองุ่นชาวทัสคานีรุ่นที่ 33 ระบุว่า อาจถึงเวลาต้องถอนต้นองุ่นเก่าหรือที่ไม่คุ้มค่าออก

"ถึงเวลาแล้วที่ต้องรับผิดชอบและตัดสินใจในทางที่กล้าหาญ แม้จะไม่เป็นที่นิยม" เฟรสโกบัลดีกล่าว

อย่างไรก็ตาม โมบริชีปฏิเสธแนวทางถอนต้นองุ่น โดยระบุว่าไร่องุ่นคือมรดกทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของดินแดน ขณะที่ ลูกา การ์เบโรกลิโอ เจ้าของไร่ Carussin วัย 41 ปี ในเมืองซาน มาร์ซาโน โอลิเวโต มองว่าสต็อกในระดับท้องถิ่นยังบริหารจัดการได้ โดยไร่ของครอบครัวประสบความสำเร็จจากการยกระดับสู่ไวน์ออร์แกนิกส่งออกไปยังกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลต่อรสชาติของ Barbera d'Asti ที่กำลังเปลี่ยนจากกลิ่นเชอร์รีและพลัมแบบดั้งเดิมไปสู่กลิ่นแบล็กเบอร์รีและแบล็กเคอแรนต์ที่เข้มข้นขึ้น

Workers harvested Barbera grapes in Agliano Terme
Workers harvested Barbera grapes in Agliano Terme

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์