เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่อาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ และการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังสั่นคลอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงสุด และมาตรการยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้บรรยากาศการค้าโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งจัดประชุมประจำเดือนกันยายน 2568 มีข้อสรุปสำคัญหลายด้าน
พยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุม กกร.เผย ที่ประชุมได้หารือสถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุด โดยชี้ถึงเศรษฐกิจโลกว่า ยังปั่นป่วนต่อเนื่อง จากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงสุด หลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ว่าการขึ้นภาษีนำเข้ากับหลายประเทศไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปีนี้
ขณะที่เศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัว เศรษฐกิจไตรมาส 2/2568 โตเพียง 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสแรก อัตราว่างงานเพิ่มเป็น 2.07% มีผู้เสมือนว่างงานกว่า 2.1 ล้านคน ภาคท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาฯ และเกษตรต่างชะลอลง ส่วน SMEs เปราะบางจากยอดหนี้ค้างเกิน 90 วันที่สูงขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ กกร. หารือ ได้แก่
1. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568
กกร. คาดว่า GDP ทั้งปีจะโตเพียง 1.8–2.2% โดยครึ่งปีหลังอาจขยายตัวเพียงราว 1% ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระทบการเบิกจ่ายงบฯ และความเชื่อมั่นเอกชน เสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ
2. ค่าเงินบาทแข็งค่า-ธุรกรรมทองคำป่วน
ค่าเงินบาทแข็งสวนทางเศรษฐกิจจริง และเคลื่อนไหวตามราคาทองคำที่สูงขึ้น กกร. กังวลข้อมูลธุรกรรมทองคำ คริปโตฯ และเงินโอนแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ทำให้ดุลการชำระเงินมี “Errors & Omissions” สูง จึงเสนอให้รัฐศึกษาเชิงลึก รวมถึงพิจารณากลไกลงทุนต่างประเทศ เช่น กองทุน Sovereign Wealth Fund เพื่อสร้างสมดุล
3. มาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ
กกร. เสนอให้รัฐลดหรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจฟื้น เพื่อช่วย SMEs ลดภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ป้องกันการปิดกิจการ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
4. แรงงานและค่าจ้าง
กกร. เห็นว่ารัฐควรผลักดันการจ่ายค่าจ้างตามทักษะ (Pay by Skills) มากกว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ พร้อมส่งเสริมการ Up-skill, Re-skill, Multi-skill และ New Skill เพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
5. แพลตฟอร์ม Reinvent Thailand
จากการหารือร่วมกับ ธปท., สศช. และ สศค. กกร. ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เพื่อเป็น ‘เข็มทิศเศรษฐกิจ’ กลไกร่วมรัฐ-เอกชน สร้างนโยบายเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง วัดผลได้จริง โดยเอกชนเป็นกลไกหลัก ภาครัฐหนุนสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อการปรับตัว
ประเด็นเร่งด่วน 2 เรื่อง ต้องผลักดัน
ที่ประชุม กกร. ยังเสนอแผนเร่งด่วน 2 ด้านคือ
1) การแก้หนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ บูรณาการข้อมูล เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดพึ่งพาหนี้นอกระบบ
และ 2) การเพิ่มศักยภาพภาคเอกชนด้วยการลงทุนเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแข่งขันได้ พร้อมใช้มาตรการรัฐ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นแรงหนุน
กกร. ย้ำว่า Reinvent Thailand ไม่ใช่เพียงการขอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่เป็นความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อสร้างนโยบายที่ต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลจริง (Data-driven) และมุ่งผลลัพธ์ที่วัดได้ (Result Oriented) เพื่อพลิกฟื้นศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน





