จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ถ้า 1 มกราคม 2566 ‘ค่าไฟเอกชน ยังพุ่ง’

24 ธ.ค. 2565 - 15:09

  • เอกชนส่งสัญญาณผลกระทบค่าไฟอีกครั้ง ย้ำทำเงินเฟ้อพุ่ง จีดีพีร่วง ราคาสินค้าขยับขึ้นแน่นอน

  • ด้านการแข่งขันเพื่อนบ้าน ‘ลำบาก’ โดยเฉพาะเวียดนาม ห่วงหนักคือ นักลงทุนไทยด้วยกัน อาจถึงขั้น ‘ย้ายฐานลงทุน’

JSCCIB_Ft_Impact_Adjustment_private_electricity_bills_SPACEBAR_Hero_719fba21ed.jpeg
หลายวันที่ผ่านมา แทบต้องบอกว่า ‘สนั่น อังอุบลกุล’ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ใจจดใจจ่อรอสายเรียกเข้าจากทีมรัฐบาล เพราะนั่นหมายความว่า สัญญาณการแก้ปัญหา ‘ค่าไฟแพง’ ในภาคอุตสาหกรรมไทย จะได้เริ่มต้นการพูดคุย! ไม่ว่าผลที่ได้ จะออกแนวทางไหนก็ตาม แต่แล้วจนถึงขณะนี้ ก็ ‘ยังรอต่อไป’ 

เอกชน แจงผลกระทบค่าไฟต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 


จากตัวเลขค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) หรือค่าไฟงวดใหม่ (มกราคม-เมษายน 2566) ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศล่าสุด แบ่งเป็น 2 ประเภท 

- ค่าไฟบ้านประเภทที่อยู่อาศัย (ประชาชนทั่วไป) กกพ. ให้ ‘คงเดิม’ ที่อัตรา 93.43 สตางค์ต่อหน่วย หรือเฉลี่ยรวม 4.72 บาทต่อหน่วย  

- ค่าไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น ธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการ ‘ปรับขึ้น’ เป็น 190.44 สตางค์ต่อหน่วย หรือเฉลี่ยค่าไฟรวมเป็น 5.69 บาทต่อหน่วย 

นั่นจึงเป็นที่มาให้ คณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาสะท้อนปัญหาค่าไฟแพงอีกครั้ง โดยในการประชุม กกร.เมื่อ 23 ธันวาคม 2565 ซึ่งได้มีการนำภาคเอกชนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มาร่วมสะท้อน ทั้งสมาคมค้าปลีกไทย, สมาคมโรงแรมไทย และผู้ประกอบการใหญ่ อย่างบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งหมดต่างชี้ การปรับขึ้นค่าไฟเป็นเรื่องใหญ่ของภาคอุตสาหกรรม ที่ต่างต้องเดือดร้อนกันทั้งหมด จึงขอเจรจากับภาครัฐ เพื่อหาทางออก หลังทุกฝ่ายเห็นพ้อง ‘การขึ้นค่าไฟ ไม่ใช่เวลาเหมาะสม’ 

สนั่น ย้ำ ค่าไฟ ทำเงินเฟ้อพุ่ง GDP ร่วง 


โดย ‘สนั่น’ ย้ำอีกครั้ง ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอนัดหมายเข้าพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาทางออกในเรื่องค่าไฟ หลังจากยื่นหนังสือข้อเรียกร้องและขอเข้าพบไปก่อนหน้านี้ (22 ธันวาคม 2565) ประเมินด้วยว่า กรณีที่รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นค่าไฟฟ้า 20% มาอยู่ที่อัตรา 5.69 บาท/หน่วย ในรอบบิล มกราคม – เมษายน 2566 จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสัดส่วนใช้ไฟฟ้ารวมกันมากถึง 70% ขณะที่ภาคครัวเรือนใช้ไฟ 30% จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น กระทบเงินเฟ้อให้ปรับเพิ่มขึ้น 0.5% 

ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อปีหน้า ปรับเพิ่มจาก 3% เป็น 3.5% ฉุดจีดีพีภาพรวมลดลง 0.3% การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยจะหยุดชะงักเพราะภาคการผลิตมีสัดส่วนในจีดีพีมากถึง 27% ทั้งยังมีเรื่องอัตราดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มเป็นทิศทางขาขึ้น ยิ่งจะซ้ำเติมผู้ประกอบการมากขึ้นไปอีก 

ค่าไฟพุ่ง ทำไทยแข่งยาก โดยเฉพาะ ‘เวียดนาม’ 


เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ จากตัวเลขภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้ไฟสูงถึง 70% นั้น จำเป็นที่ต้องปรับราคาสินค้าขึ้น 5-12% และเพื่อไม่ให้กระทบกับทุกคน จึงขอให้รัฐทบทวนการขึ้นค่าไฟฟ้า 

“ถ้ารัฐขึ้นค่าไฟงวดเดือน มกราคม-เมษายน 2566 ไปก่อน แล้วค่อยมาลดค่าไฟให้ในงวดถัดไป ‘ก็ไม่มีประโยชน์’ เพราะจะไม่ได้แก้ปัญหาตามที่ ส.อ.ท. เสนอ เพราะแนวทางที่เสนอไปคือทางออกทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่เราห่วงที่สุดคือการตัดสินใจของนักลงทุน ที่จะเลือกไปลงทุนในประเทศคู่แข่ง ที่มีต้นทุนถูกกว่าไทยอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งค่าไฟแค่ 2-4 บาทเท่านั้น” 

แล้วถ้า 1 มกราคม 2566 ค่าไฟขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? 


เกรียงไกร ยังเผยผลกระทบ หากวันที่ 1 มกราคม 2566 ค่าไฟเอกชนต้องปรับขึ้นตามที่ กกพ.ประกาศ โดยระบุว่า สิ่งที่จะเกิดทันทีคือ สต๊อกสินค้าที่มีอยู่ 1 เดือน ราคาจะยังคงที่ แต่จะต้องเริ่ม ‘ปรับขึ้นราคาสินค้า’ ช่วงปลายเดือนมกราคม, ด้าน ‘สินค้าควบคุมราคา’ จากกระทรวงพาณิชย์ จะขยับไปอยู่ในระดับเพดานสูงสุด ขณะที่ธุรกิจ B2B จะกระทบมาก เพราะเป็นการค้าแบบทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไปแล้ว 1 ปี เมื่อต้นทุนเพิ่มสูงกับค่าไฟงวดใหม่เดือนมกราคม เท่ากับต้นทุนสูงขึ้น กำไรก็จะหายวับไปทันที 

เอสซีจี เตรียมขึ้นราคาสินค้า 20% 


รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (SCG) เผย SCG อาจต้องปรับขึ้นราคาอีก 20% หลังจากปรับมาแล้วในช่วงก่อนหน้า 20% เช่นกัน เนื่องจากได้รับผลกระทบมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งโควิด เงินเฟ้อ พลังงาน ต้นทุนทางการเงิน ค่าไฟ เมื่อประเทศมีความสามารถการแข่งขันลดลง ก็หมายถึงแข่งขันไม่ได้เลยในระยะสั้น ส่วนระยะยาวคือการย้ายฐานการผลิต 

“เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว ถ้าเราไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ความน่าสนใจก็จะน้อยลง จะเกิด 4 สิ่งตามมาคือ เงินเฟ้อสูง ความสามารถการแข่งขันลดลง การลงทุนจะเห็นการย้ายฐานไม่มาไทย และผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งนี้ เราพยายามแบกรับต้นทุนให้ได้นานที่สุด เราไม่ได้ตำหนิใคร แต่เราผ่านโควิดมาด้วยกันเพราะคุยกัน โจทย์ข้างหน้ามีมากกว่านี้ อย่างสินค้าที่เป็นกรีน เราก็ต้องคุยกัน ถ้าไม่คุยกัน ก็ไม่มีประโยชน์ และแนวโน้มการย้ายฐานจะเกิดขึ้น ไม่เฉพาะนักธุรกิจต่างชาติเข้าลงทุนไทย แต่นักลงทุนไทยด้วยกันเอง ก็จำเป็นต้องหาฐานการลงทุนที่ต่ำกว่า” รุ่งโรจน์ กล่าว 

โรงแรม ขอรัฐ ‘อย่าขึ้นค่าไฟ’ เป็นของขวัญภาคเอกชน 


มาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ชี้ ขณะนี้ภาคท่องเที่ยวดูเหมือนจะเป็นความหวังเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ถ้าค่าไฟสูงธุรกิจโรงแรมก็เคลื่อนลำบาก โดยธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์มากกว่าธุรกิจท่องเที่ยวประเภทอื่น ค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญ ซึ่งก่อนการระบาดของโควิด-19 มีต้นทุนอยู่ที่ราว 5-6% แต่ปัจจุบันต้นทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 10-12% แล้ว ทำให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงแรมลดลง 

ประกอบกับธุรกิจโรงแรมในประเทศภูมิภาคอาเซียนกำลังแข่งขันอย่างรุนแรง เช่น เวียดนาม มีโรงแรมเกิดขึ้นใหม่นับร้อยแห่ง ซึ่งในอนาคตอาจตั้งราคาห้องพักถูกกว่าประเทศไทย ขณะที่โรงแรมหลายแห่งในไทยยังมีหนี้สินจำนวนมาก เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย สวนทางกับช่วงเวลาที่เข้าสู่ภาวะฟื้นตัว 

“อยากขอรัฐบาลว่า อย่าขึ้นค่าไฟเลย ถือว่าขอของขวัญปีใหม่ ตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะขึ้นค่าไฟ คู่แข่งทั้งในและต่างประเทศมีจำนวนเยอะมาก จะขึ้นราคาห้องพักมากก็ไม่ได้ ธุรกิจโรงแรมไม่เหมือนสายการบินที่มีค่าธรรมเนียมน้ำมัน หรือ fuel surcharge แต่ราคาห้องพักโรงแรมรวมค่าบริการไปหมดทุกอย่างแล้ว” มาริสา กล่าว 

มาริสา กล่าวด้วยว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้น แต่หากเทียบจำนวนกับปี 2562 ก่อนโควิด-19 คิดเป็นสัดส่วนที่มีนักท่องเที่ยวกลับมาเพียง 25% เท่านั้น 

ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมไทยเริ่มฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวที่ออกเดินทางมากขึ้น แต่การฟื้นตัวยังกระจุกอยู่ในบางพื้นที่ และยังไม่เสถียรเท่าไรนัก ผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่งซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงปิดกิจการหรือประกาศขาย 

ค้าปลีก ยื่น 3 ข้อ ขอความยุติธรรม ทั้งกับผู้ผลิต-ผู้ใช้-ผู้บริโภค 


ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกมีอัตราการจ้างงานมากที่สุดในประเทศ แต่ใน 3 ปีที่ผ่านมา ปิดกิจการไปมาก ดังนั้น ทางสมาคมจึงขอเรียกร้อง 3 เรื่อง คือ  

1. ตรึงค่าไฟทั้งปี 2566 เพื่อให้เวลาธุรกิจได้ฟื้นตัว  

2. ออกมาตรการสนับสนุนการลงทุน สำหรับอุปกรณ์อย่างแบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ เช่น ลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% หรือหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า  

และ 3. ขอเป็นของขวัญปีใหม่จากภาครัฐจากเรื่องที่ขอทั้งหมด ให้มีความยุติธรรมทั้งกับผู้ผลิต ผู้ใช้ ผู้บริโภค โดยไม่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
JSCCIB_Ft_Impact_Adjustment_private_electricity_bills_SPACEBAR_Photo01_d7924d045a.jpeg
JSCCIB_Ft_Impact_Adjustment_private_electricity_bills_SPACEBAR_Photo02_7b0bd3f23f.jpeg
JSCCIB_Ft_Impact_Adjustment_private_electricity_bills_SPACEBAR_Photo03_b227487a12.jpeg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์