ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้บรรยากาศสถานการณ์โควิดที่ผ่อนคลาย ส่งผลเทศกาลตรุษจีนปี 2566 มีบรรยากาศที่ดีขึ้นจากปีก่อน แต่ยังอยู่ภายใต้การวางแผนปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มีอยู่ เนื่องจากทิศทางราคาสินค้าในกลุ่มเครื่องเซ่นไหว้มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่สูง
คาดว่า เม็ดเงินใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนของคนกรุงเทพฯ ในปี 2566 จะอยู่ที่ประมาณ 12,330 ล้านบาท หรือขยายตัวราว 5.0% เมื่อเทียบกับตรุษจีนปีก่อน ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในรอบ 3 ปี โดยเป็นผลจากราคาสินค้าที่น่าจะปรับสูงขึ้นราว 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้คนยังระมัดระวังกับการใช้จ่าย โดยสำรองเงินซื้อเครื่องเซ่นไหว้เพิ่มขึ้น แต่ปรับลดการแจกอั่งเปาลง ขณะที่จำนวนคนกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วมกิจกรรมช่วงตรุษจีนอาจเพิ่มขึ้นราว 1.5% จากปีก่อน โดยเฉพาะการกลับมาทำกิจกรรมท่องเที่ยว/ทำบุญ/ทานข้าวนอกบ้านมากขึ้น โดยมีแรงหนุนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลายและมาตรการช้อปดีมีคืน อย่างไรก็ตาม ภายหลังหมดเทศกาลตรุษจีน คาดว่าคนกรุงเทพฯ จะกลับมาวางแผนใช้จ่ายอย่างรัดกุมมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังสูง
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองช่วงตรุษจีนปี 2566 ว่า มีทิศทางที่ทำให้คนกรุง ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง หลังราคาเครื่องเซ่นไหว้ส่วนใหญ่ ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับตรุษจีนปีก่อน จากปัจจัยต้นทุนการผลิตที่ยังสูง โดยเฉพาะผัก-ผลไม้บางรายการที่นิยมในช่วงตรุษจีนยังมีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% เช่น กล้วยหอมทอง ส้มเขียวหวาน ผักกาดขาว ขึ้นฉ่าย เป็นต้น
ขณะที่กลุ่มเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ ราคาน่าจะปรับขึ้นราว 10% ส่วนเนื้อหมู แม้จะมีราคาย่อลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดในสุกร แต่โดยรวมแล้วราคาก็ยังยืนตัวสูง ซึ่งอาจส่งผลให้คนกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วมกิจกรรมตรุษจีนในปีนี้ ยังคงเผชิญกับปัจจัยกดดันที่มาจากราคาสินค้าที่มีแนวโน้มจะขยับสูงขึ้น
สอดคล้องกับแบบสำรวจที่ระบุว่า ปัจจัยที่กระทบกับพฤติกรรมการจับจ่ายในช่วงตรุษจีนปี 2566 มากที่สุด ได้แก่ ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น กำลังซื้อและค่าครองชีพ ตลอดจนความกังวลต่อการกลับมาระบาดอีกครั้งของโควิด-19 ตามลำดับ
กล่าวได้ว่า เทศกาลตรุษจีนปี 2566 น่าจะมีบรรยากาศที่ดีขึ้นจากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลายและมาตรการช้อปดีมีคืน แต่อยู่ภายใต้การวางแผนปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มีอยู่
ภาพรวมบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในปี 2566 น่าจะดีกว่าปีก่อน เนื่องจากคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่กลับมาใช้ชีวิตปกติและทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลาย ประกอบกับมาตรการ ช้อปดีมีคืน ที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้บางส่วน 1 สอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุว่า คนกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 57 จะออกมาใช้สิทธิจากมาตรการช้อปดีมีคืนในช่วงตรุษจีนปี 2566 ซึ่งนอกจากจะใช้สิทธิเพื่อจับจ่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีนแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงสินค้าอื่นๆ ที่อาจมีการวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้าก่อนหมดมาตรการ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าจำเป็น อาทิ ของใช้ภายในบ้าน ของใช้ส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งน่าจะเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจค้าปลีกที่สามารถออกใบกำกับภาษีเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีให้กับลูกค้าได้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ที่คาดว่าจะออกมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากมาตรการช้อปดีมีคืน ดังนั้น ธุรกิจจำเป็นต้องจัดเตรียมระบบการออกใบกำกับภาษีเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าให้พร้อม
คาดว่า เม็ดเงินใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนของคนกรุงเทพฯ ในปี 2566 จะอยู่ที่ประมาณ 12,330 ล้านบาท หรือขยายตัวราว 5.0% เมื่อเทียบกับตรุษจีนปีก่อน ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในรอบ 3 ปี โดยเป็นผลจากราคาสินค้าที่น่าจะปรับสูงขึ้นราว 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้คนยังระมัดระวังกับการใช้จ่าย โดยสำรองเงินซื้อเครื่องเซ่นไหว้เพิ่มขึ้น แต่ปรับลดการแจกอั่งเปาลง ขณะที่จำนวนคนกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วมกิจกรรมช่วงตรุษจีนอาจเพิ่มขึ้นราว 1.5% จากปีก่อน โดยเฉพาะการกลับมาทำกิจกรรมท่องเที่ยว/ทำบุญ/ทานข้าวนอกบ้านมากขึ้น โดยมีแรงหนุนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลายและมาตรการช้อปดีมีคืน อย่างไรก็ตาม ภายหลังหมดเทศกาลตรุษจีน คาดว่าคนกรุงเทพฯ จะกลับมาวางแผนใช้จ่ายอย่างรัดกุมมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังสูง
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองช่วงตรุษจีนปี 2566 ว่า มีทิศทางที่ทำให้คนกรุง ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง หลังราคาเครื่องเซ่นไหว้ส่วนใหญ่ ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับตรุษจีนปีก่อน จากปัจจัยต้นทุนการผลิตที่ยังสูง โดยเฉพาะผัก-ผลไม้บางรายการที่นิยมในช่วงตรุษจีนยังมีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% เช่น กล้วยหอมทอง ส้มเขียวหวาน ผักกาดขาว ขึ้นฉ่าย เป็นต้น
ขณะที่กลุ่มเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ ราคาน่าจะปรับขึ้นราว 10% ส่วนเนื้อหมู แม้จะมีราคาย่อลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดในสุกร แต่โดยรวมแล้วราคาก็ยังยืนตัวสูง ซึ่งอาจส่งผลให้คนกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วมกิจกรรมตรุษจีนในปีนี้ ยังคงเผชิญกับปัจจัยกดดันที่มาจากราคาสินค้าที่มีแนวโน้มจะขยับสูงขึ้น
สอดคล้องกับแบบสำรวจที่ระบุว่า ปัจจัยที่กระทบกับพฤติกรรมการจับจ่ายในช่วงตรุษจีนปี 2566 มากที่สุด ได้แก่ ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น กำลังซื้อและค่าครองชีพ ตลอดจนความกังวลต่อการกลับมาระบาดอีกครั้งของโควิด-19 ตามลำดับ
กล่าวได้ว่า เทศกาลตรุษจีนปี 2566 น่าจะมีบรรยากาศที่ดีขึ้นจากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลายและมาตรการช้อปดีมีคืน แต่อยู่ภายใต้การวางแผนปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มีอยู่
ภาพรวมบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในปี 2566 น่าจะดีกว่าปีก่อน เนื่องจากคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่กลับมาใช้ชีวิตปกติและทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลาย ประกอบกับมาตรการ ช้อปดีมีคืน ที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้บางส่วน 1 สอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุว่า คนกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 57 จะออกมาใช้สิทธิจากมาตรการช้อปดีมีคืนในช่วงตรุษจีนปี 2566 ซึ่งนอกจากจะใช้สิทธิเพื่อจับจ่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีนแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงสินค้าอื่นๆ ที่อาจมีการวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้าก่อนหมดมาตรการ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าจำเป็น อาทิ ของใช้ภายในบ้าน ของใช้ส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งน่าจะเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจค้าปลีกที่สามารถออกใบกำกับภาษีเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีให้กับลูกค้าได้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ที่คาดว่าจะออกมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากมาตรการช้อปดีมีคืน ดังนั้น ธุรกิจจำเป็นต้องจัดเตรียมระบบการออกใบกำกับภาษีเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าให้พร้อม



