Krungthai CIO ชี้ สงครามเสี่ยงช็อกพลังงาน แนะถือทองคำคุมผันผวน

11 มี.ค. 2569 - 08:59

  • Krungthai CIO ปรับฉากทัศน์ใหม่ ยก Energy Shock ระยะสั้น เป็นกรณีฐาน หลังน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์

  • ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล และ อิหร่าน กดดันตลาดการเงินโลก เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง

  • แนะกลยุทธ์ Stay Invested กระจายพอร์ต ถือทองคำ 5–10% พร้อมเพิ่มหุ้น Defensive

Krungthai CIO ชี้ สงครามเสี่ยงช็อกพลังงาน แนะถือทองคำคุมผันผวน

สงครามกำลังกดดันตลาดการเงินโลก และเพิ่มความเสี่ยง ภาวะช็อกด้านพลังงาน (Energy Shock)

Krungthai CIO ประเมินความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับเป็นสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และ อิหร่าน กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดการเงินโลก พร้อมปรับสมมติฐานการลงทุนใหม่ โดยยกระดับความเสี่ยง Energy Shock ในระยะสั้น เป็นกรณีฐาน หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนะนักลงทุนใช้กลยุทธ์ ‘Stay Invested’ ลงทุนต่อเนื่องอย่างระมัดระวัง พร้อมเพิ่มสัดส่วนทองคำเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ต

ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) เปิดเผยบทวิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 9–13 มีนาคม 2569 ว่า ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดโลกในช่วงนี้ คือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังเกิดการปะทะกันระหว่าง สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังการขนส่งพลังงานผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกเกิดภาวะชะงักงัน ส่งผลให้ Krungthai CIO ปรับการประเมินสถานการณ์ โดยยกระดับฉากทัศน์ ภาวะช็อกด้านพลังงาน (Energy Shock) ในระยะสั้นขึ้นเป็นกรณีฐานใหม่ (Base Case) แทนสมมติฐานเดิม เนื่องจากความตึงเครียดมีแนวโน้มยืดเยื้อ และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก

Krungthai CIO ระบุว่า การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นใน สหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลว่าสงครามอาจผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น แต่ Krungthai CIO ยังแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ ‘Stay Invested’ หรือการคงสัดส่วนการลงทุนในตลาด โดยไม่ตื่นตระหนกต่อความผันผวนระยะสั้น เนื่องจากข้อมูลในอดีตชี้ว่า ตลาดหุ้นมักปรับตัวลงแรงในช่วงแรกของความขัดแย้ง แต่มีแนวโน้มกลับมามีเสถียรภาพได้ หากสถานการณ์ไม่ลุกลามจนกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตสู่ความสมดุลมากขึ้น (Tactical Asset Allocation : Balance) เพื่อรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเน้นถือสินทรัพย์ที่มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน พร้อมคงสัดส่วนการลงทุนใน ทองคำ ประมาณ 5-10% ของพอร์ต เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

ขณะเดียวกันสามารถเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานจำกัด รวมถึงกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผลในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

นอกจากนี้ นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนไปยังตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีศักยภาพเติบโต เช่น เวียดนาม และ จีน เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ขณะเดียวกันควรระมัดระวังการลงทุนในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง เช่น อินเดีย ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ Krungthai CIO ยังคงมุมมอง Neutral เนื่องจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัว และส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกอาจล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ ทิศทางตลาดในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความชัดเจนในการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ของ อิหร่าน รวมถึงท่าทีทางการทหารของ สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันนักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นตัวชี้สำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ในระยะถัดไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์