“ภาษาพยากรณ์” ต้องปกป้องชีวิต เมื่อกรมอุตุฯ ปรับคำเตือนภัย

29 ก.ย. 2569 - 13:23

  • ภาษาต้องเปลี่ยนเป็น Actionable การเตือนภัยไม่ใช่แค่รายงานอากาศถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ต้องบอกผลกระทบเชิงพื้นที่ และสั่งการให้ปฏิบัติได้ทันที

  •  อย่าปล่อยให้ประชาชนไปคิดเอาเอง สารที่ส่งออกไปต้องบอกทางรอดที่ชัดเจน ไม่สร้างความสับสนในภาวะที่ข้อมูลท่วมท้น

  • ดึงมืออาชีพร่วมเสริมทัพ กรมอุตุฯ เชี่ยวชาญด้านเทคนิค แต่จำเป็นต้องอาศัยสื่อมวลชน ศูนย์สื่อสาร หรือครีเอเตอร์เข้ามาช่วยย่อยสารให้เข้าถึงง่ายและกระจายครอบคลุมทุกกลุ่ม

“ภาษาพยากรณ์” ต้องปกป้องชีวิต เมื่อกรมอุตุฯ ปรับคำเตือนภัย

เมื่อภาษาพยากรณ์ ต้องปกป้องชีวิต ทำไมกรมอุตุฯ ต้องปรับคำเตือนภัย ให้ ‘เข้าใจง่าย และสั่งการได้จริง’

ต้องยอมรับว่าแต่ไหนแต่ไรมา การอ่านพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังในการตีความพอสมควร จนทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า ข้อมูลที่ได้รับเป็นเพียง "ข่าวแจ้งเพื่อทราบ" หรือ "คำเตือนภัยระดับวิกฤต" กันแน่

หลังเหตุการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องช่วงปลายเดือนกันยายน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ กรมอุตุนิยมวิทยา หันมาใช้ ภาษาพยากรณ์อากาศและคำเตือนภัย ที่เริ่มปรับมาใช้ภาษาที่เข้าถึงง่าย กระชับ และตรงไปตรงมามากขึ้น SPACEBARจึงได้ชวน 2 นักวิชาการด้านการสื่อสารมวลชนมาร่วมถอดรหัสและสะท้อนมุมมองต่อปรากฏการณ์นี้

ภาษาเตือนภัย ต้องมีมาตรวัดที่ชัดเจน และบอกทางรอด

ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ และรองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ภาษาคือหัวใจสำคัญของการสื่อสารในภาวะวิกฤต กรมอุตุฯ ต้องทำให้สังคมเข้าใจตรงกันก่อนว่า ศัพท์แต่ละคำหรือระดับการแจ้งเตือนหมายถึงความรุนแรงระดับไหน และประชาชนต้องเตรียมพร้อมอย่างไร

"สิ่งสำคัญที่สุดของการเตือนภัยคือ ข้อมูลต้องชัดเจน ตรงประเด็น บอกทางออกและทางเลือกให้ประชาชน อย่าปล่อยให้รับสารแล้วไปคิดต่อเอาเอง ขณะเดียวกัน ครีเอเตอร์หรือเพจต่างๆ ก็ไม่ควรปั่นกระแสจนกลายเป็นการแสดงความเห็นที่สร้างความสับสน"

การดึงองค์กรสื่อสารที่มีประสบการณ์อย่าง กรมประชาสัมพันธ์, อสมท หรือทีม NBT Connect เข้ามาร่วมทำคอนเทนต์ จะช่วยย่อยข้อมูลและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การรายงานสภาพอากาศ ไม่เท่ากับ การเตือนภัย

พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิชาการสื่อสารมวลชนอิสระ ให้มุมมองด้านการสื่อสารความเสี่ยง (Risk Communication) ว่า เป้าหมายสูงสุดของการเตือนภัยพิบัติ (Disaster Warning) คือ "การเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อความปลอดภัย" (Behavioral Change) ในภาวะวิกฤต ประชาชนมักเจอกับภาวะข้อมูลท่วมท้น (Information Overload) หรือข้อจำกัดอย่างไฟฟ้าดับและแบตเตอรี่หมด การลดศัพท์เทคนิค แล้วเปลี่ยนมาใช้ภาษาที่เรียบง่ายเพื่อบอก "ผลกระทบเชิงพื้นที่" จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะในสถานการณ์จริงประชาชนไม่มีเวลามานั่งแปลศัพท์ทางวิชาการ

3 หลักการสำคัญในการสื่อสารภัยพิบัติ

ต้องมีความชัดเจนและเน้นผลกระทบ (Impact-based) ใช้ภาษากระชับ ตรงประเด็น ระบุพื้นที่เสี่ยงให้ชัดเจน เช่น พื้นที่ไหนจะเกิดน้ำท่วม

คำแนะนำที่เน้นการนำไปปฏิบัติได้จริง (Action-oriented): บอกวิธีปฏิบัติตัวที่ชัดเจน เช่น ยกของขึ้นที่สูง หรือให้อพยพออกจากพื้นที่ทันที

มีความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่อง (Credibility & Consistency): สื่อสารด้วยภาษาง่ายแต่มีน้ำหนัก และรายงานสถานการณ์เป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ

ผสานพลังสื่อมวลชน และการตั้งศูนย์จัดการวิกฤตระดับชาติ

กรมอุตุนิยมวิทยาเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค แต่อาจขาดความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารสาธารณะ การดึงสื่อมวลชน เข้ามาช่วยย่อยสารจึงเป็นสิ่งจำเป็น จะช่วยทำให้การสื่อสารเข้าถึงปรชนได้ดีขึ้น รวมถึงการมีช่องทางในการสื่อสารที่หลากหลาย ประเด็นสำคัญที่ควรมีในการเตือนภัย คือ การเตือนภัยหลายภาษาเพื่อรองรับประชากรที่หลากหลายในเมืองใหญ่ หรือเพื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศได้รับประโยชน์จากการเตือนภัยด้วย

ท้ายที่สุด เมื่อภัยพิบัติขยายวงกว้างจนกลายเป็นวิกฤตระดับชาติ สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การจัดตั้งศูนย์ภัยพิบัติ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการออกแถลงการณ์ อัปเดตสถานการณ์อย่างเป็นระบบ และควบคุมการสื่อสารให้เป็นเอกภาพมากที่สุด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์