วันที่ 12 กันยายน 2024 ชื่อของลี ยง พัด (Ly Yong Phat) หรือพัด สุภาภา สมาชิกวุฒิสภากัมพูชาและเจ้าของเกาะกง ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาประกาศมาตรการคว่ำบาตรเครือข่ายธุรกิจ L.Y.P. Group ภายใต้กฎหมาย Global Magnitsky Act การตัดสินใจนี้สะเทือนวงการธุรกิจกัมพูชา เศรษฐกิจสีเทาที่เติบโตแบบไร้ขีดจำกัด ผ่านความสัมพันธ์ในระบบการเมืองที่ครอบงำประเทศ และประสานประโยชน์แบบลงตัว
เส้นทางสู่อำนาจของ ‘ราชาเกาะกง’
ลี ยง พัด เริ่มต้นจากนักธุรกิจท้องถิ่นในจังหวัดเกาะกง ก่อนจะขยายอิทธิพลผ่านเครือข่าย L.Y.P. Group ที่ครอบคลุม 4 สาขาหลัก ตั้งแต่โรงแรม-คาสิโน สาธารณูปโภค การเกษตร และเทคโนโลยี
การเติบโตของเขาไม่ได้มาจากความสามารถทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว
แต่มาจากความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับตระกูลฮุน โดยเฉพาะการได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘ที่ปรึกษาส่วนตัว’ ของอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ในเดือนธันวาคม 2022
สิ่งที่ทำให้ลี ยง พัด ถูกสหรัฐฯ ติดตามตรวจสอบคือการค้ามนุษย์ โดยใช้ฐานคาสิโน และรีสอร์ท ที่โอสะเม็ด รีสอร์ท (O'Smach Resort) ในจังหวัดโอแดร์เมียนเจย เป็น ‘เรือนจำไร้กำแพง’ สำหรับเหยื่อการค้ามนุษย์จากหลายประเทศ จนสถานที่นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความหรูหรา
ผู้เสียหายจากจีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ถูกกักขังในสถานที่แห่งนี้ ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้ทำงาน 12-14 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อหลอกลวงเหยื่อผ่านแพลตฟอร์มการลงทุนปลอม
เครือข่ายอำนาจที่เหนือกฎหมาย
ความสำเร็จของลี ยง พัด แนบแน่นกับความสัมพันธ์ตระกูลฮุน ลูกสาวของฮุน เซน ทั้งฮุน มานา และฮุน มาลี มีส่วนร่วมในธุรกิจหลายโครงการ โดยเฉพาะในบริษัท Cambodia Electricity Private (CEP) ที่ลูกชายของลี ยง พัด และลูกๆ ของฮุน เซน ต่างเป็นกรรมการร่วมกัน
ความเชื่อมโยงนี้ไม่ได้จบแค่ในระดับครอบครัว แต่ขยายไปสู่ระบบธุรกิจที่ซับซ้อน ผ่านการควบคุมสื่อหลักในประเทศของฮุน มานา ผ่านบริษัท Bayon Media High System ที่เป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์สำคัญ 3 แห่งของประเทศ และมีเครือข่ายสื่อที่ออนไลน์ในการใช้งานทางการเมือง การโฆษณาชวนเชื่อ ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือโจมตีศัตรูทางการเมือง
การทำลายป่าในนามการพัฒนา
นอกจากธุรกิจในเมือง ลี ยง พัด ยังได้รับสัมปทานที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติบอตัมซากอร์ มากกว่า 16,275 เฮกตาร์ ตั้งแต่ปี 2008 ภายใต้ข้ออ้างเพื่อทำสวนยางพาราและอ้อย
แต่การสำรวจของ Mongabay เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจ พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกตัดไม้ทำลายป่าดิบชื้นที่เป็นบ้านของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ขณะที่ลูกชายคนเล็กของเขา ลี พูน รัต ได้รับสัมปทานเพิ่มอีก 6,234 เฮกตาร์ในพื้นที่เดียวกันเมื่อมกราคม 2023
อุตสาหกรรมสีเทาที่ใหญ่กว่าเศรษฐกิจหลัก
ตัวเลขจาก UNODC ในปี 2025 เผยให้เห็นมิติที่น่าตกตะลึงของปัญหา อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชามีมูลค่า 12.5-19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็น 60% ของ GDP ทั้งประเทศ
ตัวเลขนี้สูงกว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอที่มีมูลค่า 9.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเคยเป็นรายได้หลักของประเทศมาอย่างยาวนาน เมืองเกาะกงที่ลี ยง พัด มีอิทธิพลถูกระบุเป็น 1 ใน 6 ฐานหลักของธุรกิจผิดกฎหมายแห่งนี้
การขึ้นสู่อำนาจของฮุน มาเนต ในปี 2023 นำมาซึ่งความไม่แน่นอนใหม่ การแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมที่สนับสนุนฮุน เซน กับกลุ่มปฏิรูปที่อยู่รอบฮุน มาเนต อาจส่งผลต่อนโยบายการจัดการกับธุรกิจสีเทา
กลุ่มอนุรักษนิยมต้องการคงสภาพเดิมเพราะได้รับประโยชน์จากเครือข่ายที่มีอยู่ ในขณะที่กลุ่มปฏิรูปต้องการลดแรงกดดันจากชาติตะวันตก ซึ่งอาจหนีการยอมสละเครือข่ายบางส่วน
แรงกดดันจากมหาอำนาจโลก
การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแรงกดดันระหว่างประเทศ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปกำลังพิจารณาขยายมาตรการไปยังเครือข่ายที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะหลังพบหลักฐานเชื่อมโยงฮุน โต ลูกพี่ลูกน้องของฮุน มาเนต กับ Huione Group แพลตฟอร์มฟอกเงินมูลค่า 24 พันล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน จีนก็เร่งปราบปรามแก๊งอาชญากรรมในกัมพูชา หลังพบว่ากว่า 80% ของผู้ถูกเนรเทศจากกัมพูชาในปี 2024 เป็นชาวจีน จำนวน 2,695 คน จาก 4,755 คนทั้งหมด
การปรับตัวของเครือข่ายอาชญากรรม
แม้จะมีแรงกดดัน แต่เครือข่ายอาชญากรรมก็ปรับตัวอย่างรวดเร็ว รายงาน UNODC ชี้ว่าแก๊งหลอกลวงเริ่มย้ายฐานจากเมืองชายแดนเข้าสู่กรุงพนมเปญ พร้อมใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น บล็อกเชนส่วนตัวและแพลตฟอร์มการเงินผิดกฎหมาย
Huione Guarantee ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในตลาดมืดออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สะท้อนให้เห็นว่าอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชากำลังพัฒนาไปสู่ระดับที่ซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น
กับดักเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อุตสาหกรรมหลอกลวงสร้างรายได้มหาศาลที่ประเทศต้องพึ่งพา แต่การดำรงไว้ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจระดับสูง
การพังทลายของธุรกิจสีเทาอาจทำให้เศรษฐกิจกัมพูชาถดถอยฉับพลัน แต่การคงไว้ก็หมายถึงการเสี่ยงต่อการถูกแยกตัวจากระบบเศรษฐกิจโลก
ปัญหาไม่ได้จบแค่ในกัมพูชา ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ยังคงสร้างเหยื่อในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 32% ในปี 2024 สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงของอาเซียนทั้งหมดกำลังถูกคุกคาม
ทางออกที่ไม่มีใครรู้คำตอบ
ในขณะที่นานาชาติเรียกร้องให้กัมพูชาปิดศูนย์หลอกลวงทั้งหมด คำถามที่ท้าทายคือ ประเทศที่พึ่งพารายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายถึง 60% ของ GDP จะหาทางออกอย่างไรโดยไม่ให้เศรษฐกิจล่มสลาย? ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองและนักธุรกิจที่แข็งแกร่ง และมีกลุ่มทุนไทยที่ร่วมกับเครือข่ายนี้ จะเดินอย่างไรต่อไป




