ความขัดแย้งด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรระหว่างไทยและมาเลเซียกำลังกลายเป็นประเด็นที่ภาคการค้าต้องจับตา หลังจากไทยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซีย จากกรณีพบสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง ขณะที่ล่าสุดทางการมาเลเซียได้ตอบโต้ด้วยการประกาศระงับนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการกุ้งไทยที่พึ่งพาตลาดมาเลเซียเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของภูมิภาค
ล่าสุด ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ถึงข้อเท็จจริงและแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการผลักดันแนวทางแก้ไขในระยะยาว
ศุภจี ระบุว่า การระงับนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซียเกิดขึ้นภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยดำเนินมาตรการตรวจสอบปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง หลังพบสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยไทยได้ดำเนินมาตรการตามขั้นตอนและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องร่วมกับฝ่ายมาเลเซียมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายมาเลเซียได้แจ้งการระงับนำเข้ากุ้งไทยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ก่อนให้มาตรการมีผลในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งรัฐบาลไทยมองว่าเป็นการดำเนินการในระยะเวลาที่กระชั้นชิด และไม่ได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายไทยได้ชี้แจงหรือกำหนดมาตรการรองรับล่วงหน้า
ในด้านการแก้ไขปัญหา รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมประมงและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งจัดการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของมาเลเซีย เพื่อคลี่คลายข้อจำกัดทางการค้าดังกล่าว ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เตรียมยกระดับการหารือในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และกรอบความร่วมมืออาเซียน หากมีความจำเป็น
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกและหาช่องทางจำหน่ายทดแทนให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อลดผลกระทบจากการสูญเสียตลาดในระยะสั้น
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2569 ไทยส่งออกกุ้งไปยังมาเลเซียเฉลี่ยเดือนละ 300-400 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้การระงับนำเข้าครั้งนี้อาจส่งผลต่อการระบายผลผลิตในช่วงสั้น หากไม่สามารถหาตลาดรองรับเพิ่มเติมได้อย่างทันท่วงที
เพื่อลดแรงกดดันต่อราคากุ้งภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นรวม 13 มาตรการ โดยมีเป้าหมายดูดซับผลผลิตกุ้งไทยไม่น้อยกว่า 400 ตันต่อเดือน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดใหม่ การเปิดจุดรับซื้อ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่าย และการผลักดันการบริโภคภายในประเทศ
เหตุการณ์ครั้งนี้ สะท้อนความท้าทายของภาคการส่งออกสินค้าเกษตรไทยที่ต้องเผชิญมาตรการทางการค้าจากประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นบททดสอบสำคัญของการบริหารจัดการตลาดสินค้าเกษตรในภาวะที่ปัจจัยด้านมาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยอาหาร และกฎระเบียบระหว่างประเทศ มีบทบาทต่อการค้าโลกมากขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าทุกช่องทาง ทั้งการเจรจา การขยายตลาดใหม่ และมาตรการดูดซับผลผลิตภายในประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระยะยาว




