Krungthai COMPASS พบ 335 บริษัทไทยรับผลกระทบ ME Conflict

4 มิ.ย. 2569 - 16:05

  • 335 บริษัทจดทะเบียนรับผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

  • ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบพุ่ง กดดันผลประกอบการ

  • INDUS และ AGRO เปราะบางสูง ขณะที่กว่า 90% มองวิกฤตยืดเยื้อ

Krungthai COMPASS พบ 335 บริษัทไทยรับผลกระทบ ME Conflict

ME Conflict กดดันธุรกิจไทยวงกว้าง 335 บริษัทรับผลกระทบ Krungthai COMPASS ชี้ต้นทุนพุ่ง-รายได้หด-เสี่ยงยืดเยื้อทั้งปี

ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (Middle East Conflict: ME Conflict) กำลังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงภาคธุรกิจไทยอย่างชัดเจน ผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น รายได้ที่ชะลอตัว และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน โดยข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาของ Krungthai COMPASS พบว่าบริษัทจดทะเบียนไทยจำนวนมากเริ่มสะท้อนผลกระทบดังกล่าวผ่านรายงานผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2569

บทวิเคราะห์โดย กณิศ อ่ำสกุล และวีระยา ทองเสือ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า จากการวิเคราะห์รายงานคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) และรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่ส่งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่ามีบริษัทจำนวน 335 แห่ง หรือคิดเป็นราว 40% ของบริษัทที่รายงานผลประกอบการ ระบุว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

ในจำนวนดังกล่าว ราว 80% เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และอีก 20% อยู่ในตลาด mai สะท้อนว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทขนาดใหญ่ แต่ได้ส่งผ่านไปยังผู้ประกอบการในทุกระดับของตลาดทุนไทย

เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากว่า 80% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบกระจุกตัวอยู่ใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มบริการ (SERVICE) สินค้าอุตสาหกรรม (INDUS) อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (PROPCON) เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (AGRO) และทรัพยากร (RESOURC) ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์

การศึกษายังพบว่า จากบริษัท 322 แห่งที่ระบุว่าได้รับผลกระทบเชิงลบจาก ME Conflict กว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ได้รับผลกระทบผ่านช่องทาง ‘ต้นทุนที่สูงขึ้น’ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นตามความตึงเครียดของสถานการณ์โลก

ขณะที่ 35% ของบริษัทระบุว่ารายได้ลดลง อันเป็นผลจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวจากภาวะค่าครองชีพสูงขึ้น การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจากปัญหาการเดินทางระหว่างประเทศ และการส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางที่ชะลอตัวลง

อีก 7% เผชิญปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมัน ซึ่งได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการนำเข้าวัตถุดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการดำเนินสายการผลิตในระยะต่อไป

Krungthai COMPASS ยังประเมินความเปราะบางของแต่ละอุตสาหกรรมผ่าน 4 ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ จำนวนบริษัทที่ได้รับผลกระทบ สัดส่วนบริษัทที่ได้รับผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม การเติบโตของรายได้ และการเปลี่ยนแปลงอัตรากำไรสุทธิ (NPM) โดยพบว่า กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (INDUS) และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (AGRO) เป็น 2 กลุ่มที่มีสัญญาณเปราะบางสูงที่สุด

สำหรับกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม มีบริษัทได้รับผลกระทบถึง 63 แห่ง คิดเป็น 48% ของทั้งอุตสาหกรรม และมีรายได้เฉลี่ยหดตัว 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กลุ่มเกษตรและอาหาร มีสัดส่วนบริษัทได้รับผลกระทบสูงถึง 51% พร้อมรายได้ที่หดตัว 3% และอัตรากำไรสุทธิลดลงจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การส่งออกกลับสู่ภาวะปกติ อุตสาหกรรมอาหารยังมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของโลก

อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ มุมมองของภาคธุรกิจต่อสถานการณ์ในระยะข้างหน้า โดยพบว่ากว่า 90% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569

กลุ่มบริการ อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรม เป็น 3 อุตสาหกรรมที่แสดงความกังวลมากที่สุด โดยมองว่าต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่อยู่ในระดับสูง อาจกดดันรายได้ กำไร และการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจในระยะต่อไป

Krungthai COMPASS ประเมินว่า แม้ผลกระทบจาก ME Conflict ในปัจจุบันจะยังอยู่ในระดับที่ธุรกิจส่วนใหญ่สามารถบริหารจัดการได้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสี่ยงจะส่งผ่านจากต้นทุนไปสู่การชะลอตัวของอุปสงค์ การลงทุน และผลประกอบการของภาคธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยและผู้กำหนดนโยบายต้องติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2569

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์