คนไทยที่มีสิทธิได้ขึ้นทะเบียน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ พ.ศ. 2569 ตามประกาศของกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ลดฮวบจาก 18.82 ล้านคน เหลือเพียง9.5 ล้านคน ทำให้คนที่เคยได้สิทธิ แต่รอบนี้ไม่ผ่านเกณฑ์ไม่พอใจ และทำท่าว่าจะกลายเป็น มรสุมการเมืองลูกย่อมๆ โหมใส่รัฐบาลที่ยังมะงุมมะหราไม่รู้ว่าจะพาบ้านเมืองไปทางไหน
จนอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ต้องประกาศทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่ ตามแรงกดดันของ ‘ลูกเทพ – บ้านใหญ่’ ในพรรคภูมิใจไทย หักหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ เป็นครั้งที่สอง หลังจากยกเลิกเกณฑ์ ภาษีลูกกตัญญูมาแล้ว ก่อนหน้านี้
คนจนหรือ คนที่เคยได้รับสิทธิ 9.32 ล้านคน ที่ถูกตัดสิทธิในรอบนี้ คงไม่ได้รวยขึ้นแน่ แต่เป็นเพราะว่าหลักเกณฑ์ในครั้งนี้ เข้มข้น เข้มงวด เจาะลึกกว่าครั้งก่อนตอนปี 2565
ก่อนหน้านี้ ดูแค่ ‘รายได้ -เงินฝากรายบุคคล’ ปีละ ไม่เกิน 100,000 บาท คราวนี้คิดเป็น ‘รายครอบครัว’ จะกี่คนก็ช่าง รวมกันต้องไม่เกิน 1 แสนบาท
ก่อนหน้านี้ไม่ดูว่า มีรถยนต์หรือไม่ รอบนี้ดู โดยไม่สนใจว่า รถเก่าหรือใหม่ ใช้มากี่ปีแล้ว
ปัจจุบัน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้ใช้แค่ ‘รายได้’ เหมือนในอดีต แต่ใช้การประเมินฐานะทางเศรษฐกิจแบบหลายมิติ (Means Test) โดยนำข้อมูลจากฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐหลายแห่งมาตรวจสอบไขว้กัน (Data Matching) เพื่อประเมินว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยจริงหรือไม่
เกณฑ์ที่รัฐบาล ใช้‘ประเมินความจน’ ตัวอย่างเช่น
1.รายได้ส่วนบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี รายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่อคนไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด
2. ทรัพย์สินทางการเงินคือ เงินฝาก สลากออมสิน พันธบัตรรัฐบาล รวมกันไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด
3. อสังหาริมทรัพย์ จำนวนบ้าน ที่ดิน ห้องชุด
4. การถือครองรถยนต์และยานพาหนะ
5. สินเชื่อ และหนี้สิน
ข้อมูลข้างต้นนี้ เคยกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ปัจจุบัน ถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน ผ่าน แอปพลิเคชั่นที่รัฐบาลพัฒนาขึ้น ในช่วง 4-5 ปีมานี้ อย่างเช่น Thai ID , ทางรัฐ, เป๋าตัง ฯลฯ รัฐเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รายได้ ทรัพย์สิน หนี้สินของประชาชนได้ในพริบตา แค่กดปุ่มคำสั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์
‘รัฐบาลดิจิทัล’ ไม่ได้เป็นแค่คำพูดหาเสียงแล้ว อย่างน้อยที่สุด มีการประกอบร่าง เป็นฐานข้อมูลดิจิทัลที่ใช้งานได้ในระดับหนึ่ง
สิ่งที่ยังไม่มี ที่สะท้อนออกมาในการประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบนี้คือ ‘การกำกับดูแล’ การใช้ข้อมูล การตรวจสอบ การปรับปรุงแก้ข้อมูล เช่น
ประชาชนรู้หรือไม่ว่ามี การดึงข้อมูลจากหน่วยงานใดบ้าง
มีการบันทึก Log ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลหรือไม่
ใช้ข้อมูลเฉพาะการพิจารณาสวัสดิการ หรือถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นด้วย
มีการลบหรือจำกัดระยะเวลาการเก็บข้อมูลหรือไม่
หากข้อมูลผิดพลาด ประชาชนสามารถตรวจสอบและขอแก้ไขได้ง่ายเพียงใด
ในกรณีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การที่รัฐนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาเชื่อมโยงกัน มีฐานกฎหมายรองรับอยู่ 2 ส่วนหลัก คือ
1. กฎหมายเฉพาะของโครงการ ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับสิทธิ
2. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งเปิดข้อยกเว้นให้หน่วยงานรัฐสามารถเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความยินยอมในทุกกรณี
ดังนั้น การเชื่อมข้อมูล ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอม ( Consent )หากอาศัยฐานกฎหมายดังกล่าว แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะใช้ข้อมูลได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
รัฐยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักการสำคัญของ PDPA เช่น
ใช้ข้อมูลเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด ,เก็บและใช้เท่าที่จำเป็น,ข้อมูลต้องถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ,มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย , แจ้งให้ประชาชนทราบว่าจะใช้ข้อมูลอะไร เพื่ออะไร และมาจากไหน ฯลฯ
เสียงสะท้อนของคนที่โดนตัดสิทธิเพราะเป็นเจ้าของรถที่ใช้งานมาแล้ว 20 ปี หรือคนที่กลายเป็นเจ้าของรถหรูโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆที่ชีวิตจริงนั่งรถเมล์ เป็นตัวอย่างสะท้อนถึงความละเลย ไม่ยึดถือกติกาของกฎหมาย PDPA




