สงครามตะวันออกกลาง เขย่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเอเชีย ขาดแคลน ‘แนฟทา’ ฉุดการผลิตญี่ปุ่น–เกาหลีใต้
สงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลน ‘แนฟทา’ วัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลาสติก
สถานการณ์ยิ่งตึงตัว หลัง ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก เกือบหยุดชะงัก ส่งผลให้การนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางสะดุด
แนฟทาคืออะไร ทำไมสำคัญ
‘แนฟทา’ เป็นของเหลวที่กลั่นจากปิโตรเลียม ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ‘เอทิลีน’ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของอุตสาหกรรมพลาสติก โดยผลิตภัณฑ์ปลายทางครอบคลุมตั้งแต่ ถุงพลาสติก, บรรจุภัณฑ์อาหาร, เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง ดังนั้น เมื่อแนฟทาขาดแคลน จึงเสี่ยงกระทบเป็นวงกว้างทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ญี่ปุ่นรับผลกระทบหนัก
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางสูงถึง 74% ราคานำเข้าแนฟทาในเอเชียพุ่งขึ้นกว่า 60% นับตั้งแต่เกิดสงคราม
นักวิเคราะห์จาก Nomura เตือนว่า สต็อกแนฟทาของญี่ปุ่นอาจเพียงพอใช้ได้แค่ประมาณ 20 วันเท่านั้น หากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดต่ออีก 2–3 สัปดาห์ อาจกระทบการผลิตอย่างรุนแรง
บริษัทใหญ่เริ่มลดกำลังผลิต
Mitsubishi Chemical เริ่มลดกำลังการผลิตในโรงงาน ‘เครื่องแตกโมเลกุลไอน้ำ’ (Steam Cracker) ซึ่งใช้แปรรูปแนฟทาเป็นเอทิลีนและโพรพิลีน
บริษัทระบุว่า การนำเข้าแนฟทาที่ลดลงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องพยายามรักษาการดำเนินงานไม่ให้หยุดชะงัก
ขณะที่ Mitsui Chemicals ก็เริ่มลดการผลิตเอทิลีนใน 2 โรงงาน จากความกังวลด้านอุปทาน
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า โรงงานเอทิลีนของญี่ปุ่นกว่า ‘ครึ่งหนึ่ง’ จากทั้งหมด 12 แห่ง ได้ลดกำลังการผลิตแล้ว ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังสถานการณ์ตึงเครียด
เกาหลีใต้เสี่ยงตาม
ผลกระทบยังลุกลามไปยังเกาหลีใต้ หนึ่งในฐานการผลิตปิโตรเคมีสำคัญของเอเชีย
LG Chem แจ้งลูกค้าว่า อาจประกาศ ‘Force Majeure’ (เหตุสุดวิสัย) สำหรับสินค้าบางรายการ เช่น ‘ไดออกทิล เทอเรฟทาเลต’ ซึ่งใช้ในสินค้าอุตสาหกรรมหลากหลาย
ด้านรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเตรียมจำกัดการส่งออกแนฟทา เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศ
โดย คู ยุนชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า แนฟทาจะถูกจัดเป็น “สินค้าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และพร้อมใช้มาตรการควบคุมเพิ่มเติม
เอฟเฟกต์ลามทั่วเอเชีย
แรงกระแทกจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดแค่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
PCS Singapore ผู้ผลิตปิโตรเคมีในสิงคโปร์ ได้ประกาศ “Force Majeure” ต่อคู่ค้าแล้ว สะท้อนถึงความตึงตัวของวัตถุดิบในระดับภูมิภาค
ความเสี่ยงระยะต่อไป
วิกฤตแนฟทาครั้งนี้กำลังกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเอเชีย กรณีหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
• ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
• สินค้าปลายทางมีโอกาสปรับราคา
• ห่วงโซ่อุปทานโลกอาจสะดุด
ทั้งหมดสะท้อนว่า สงครามพลังงานไม่ได้กระทบแค่น้ำมัน แต่กำลังลามไปถึง ‘อุตสาหกรรมพื้นฐาน’ ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกทั้งระบบ




