วรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ออกมาเรียกร้องต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยเฉพาะการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เพื่อรับมือกับผลกระทบจากภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา (U.S. Reciprocal Tariff) ที่จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้
แม้ว่าอัตราภาษีใหม่ 19% ซึ่งประกาศโดยทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา จะต่ำลงจากอัตราเดิมที่เคยกำหนดไว้ที่ 36% แต่นายวรวงศ์ชี้ว่า ผลกระทบยังคงรุนแรง ครอบคลุมภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมจำนวนมาก เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย มีสัดส่วนถึง 18% ของการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านบาทต่อปี
“ปัญหาที่เรากำลังเผชิญคือ อุปสงค์ภายในสหรัฐฯ จะลดลง ในขณะที่ราคาสินค้านำเข้าจะสูงขึ้น สินค้าส่งออกของไทยจึงมีแนวโน้มถูกกีดกันมากขึ้น ต้นทุนภาษีจะถูกผลักกลับมายังผู้ผลิตฝั่งไทย ทำให้ราคาผู้ผลิตตกต่ำ กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจฐานราก”
— วรวงศ์ กล่าว
วรวงศ์ยังชี้ว่า ถึงแม้รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาในระดับหนึ่ง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการสนับสนุนการขยายตลาดใหม่ แต่ยังไม่เพียงพอ พร้อมเสนอว่า การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การแทรกแซงค่าเงินบาทผ่านการซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดค่าเงิน ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และไม่ผิดกติกาสากล เนื่องจากไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อส่งออกโดยตรง
“ในสถานการณ์เช่นนี้ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายคือสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยรับมือกับเงินเฟ้อต่ำ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ปัญหาค่าแรง และหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง”
— วรวงศ์ กล่าว
วรวงศ์ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ควรแสดงท่าทีเชิงรุกและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงยึดกรอบนโยบายเดิมโดยไม่ขยับ เขาทิ้งท้ายว่า
“วันนี้ผมขอทวงคำสัญญา ‘พร้อมขับเคลื่อน ธปท. เชิงรุก เปิดใจชูจุดยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย’ โปรดอย่าลอยตัวเหนือปัญหา เพราะการไม่ขยับเลยในภาวะที่ภาษีศุลกากรถูกใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ อาจสะท้อนความเฉื่อยชาทางนโยบาย มากกว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลาง”
— วรวงศ์ กล่าว
จนถึงขณะนี้ ธปท. ยังไม่มีท่าทีชัดเจนว่าจะมีมาตรการใดๆ เพื่อรองรับแรงกระแทกจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่กำลังส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยอย่างกว้างขวาง





