ชื่นมื่น! ‘กกร. - สุพัฒนพงษ์’ เคาะ 3 แนวทาง ดูแลค่าพลังงาน

30 ธ.ค. 2565 - 13:59

  • กกร. หารือนอกรอบกับ ‘รมว.พลังงาน’ แก้ค่าไฟสูง ได้ข้อสรุป 3 แนวทาง

  • เตรียมตั้ง กรอ.พลังงาน หน่วยประสาน ดูแลปัญหารอบด้าน ‘พลังงาน’

MOE_Jsccib_conclusion_3_solution_use_energy_Private_Sector_SPACEBAR_Hero_50d7588a70.jpeg
สนั่น อังอุบลกุล ประธานกกร. และประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผย ได้นำคณะผู้แทนภาคเอกชนเข้าหารือนอกรอบกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ‘สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์’ เพื่อหาแนวทางออกการปรับขึ้นค่าไฟ ซึ่งกระทบต่อต้นทุนพลังงานของภาคเอกชน เมื่อ 29 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา  

โดย คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ชี้แจงถึงมติกระทรวงพลังงาน ที่ให้ ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทบทวนประมาณการณ์สมมุติฐานราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาน้ำมันดีเซล อัตราแลกเปลี่ยน และภาระหนี้คงค้างของ กฟผ. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ค่า Ft จากเดิมที่จะปรับสูงขึ้น 190.44 บาทต่อหน่วยเหลือเพียง 154.92 บาทต่อหน่วย ซึ่งทำให้ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตรา 5.33 บาทต่อหน่วย ในรอบบิลเดือนมกราคม-เมษายน 2566 นี้ 

โดยทางกระทรวงพลังงาน ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์พลังงาน และข้อจำกัดด้านกฎหมาย ณ ปัจจุบัน แต่เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการร่วมกันในระยะสั้น การประชุมครั้งนี้ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นกับภาคเอกชน 3 ข้อ ประกอบด้วย 

1. ขอให้สมาคมธนาคารไทย พิจารณายืดขยายระยะเวลาการส่งคืนเงินต้น สำหรับลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนออกไปอีก 1 ปี และคิดอัตราดอกเบี้ยในราคาถูก เพื่อเป็นการขอลดค่า AP (Availability Payment) หรือค่าความพร้อมจ่าย จากโรงไฟฟ้าเอกชนเป็นการชั่วคราวในช่วงวิกฤตพลังงานสูง 

2. ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการที่ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ 100% (มีมากกว่า 1 พันราย) ให้ลดการใช้ลงเหลือ 80% โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซล 20 % ที่ในขณะนี้มีราคาถูกกว่า หรือใช้พลังงานทดแทนอื่นที่เหมาะสม เพื่อทยอยให้ก๊าซธรรมชาติของไทยเข้าสู่ระบบมากขึ้น ในกลางปี 2566 ตามการคาดการณ์ของภาครัฐที่ประมาณการณ์จะมีมากขึ้นแบบขั้นบันได ซึ่งจะทำให้การคำนวนค่า Ft ในรอบถัดไปมีอัตราที่ลดลง แต่การปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงผู้ประกอบการบางรายอาจจะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ ซึ่งจะมีการรวบรวมและหารือกับภาครัฐในการชดเชยผลกระทบดังกล่าว กับผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือ ต่อไป ซึ่งปัจจุบันได้รับการตอบรับจากภาคเอกชนหลายรายแล้ว อาทิ เช่น ทาง SCG เป็นต้น 

3. ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านพลังงาน (กรอ. ด้านพลังงาน) เพื่อร่วมกันหารือ แก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจในด้านพลังงานที่มีผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ต่อไป ซึ่งส่วนนี้หากมีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็จะสามารถหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันได้ 

สนั่น กล่าวด้วยว่า หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือไปด้วยกัน ในข้อเสนอแนะครั้งนี้จะส่งผลให้มีการคำนวณค่า Ft ในรอบใหม่ได้เร็วขึ้น ซึ่งข้อเสนอแนะทั้ง 3 ข้อนี้ สอดคล้องกับแนวทางของ กกร.ที่เสนอแนะต่อภาครัฐไปก่อนหน้านี้ โดยเชื่อว่าจะเป็นทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาค่าไฟสูง ในระยะสั้นได้เร็วขึ้น  

ขณะที่ระยะยาว เอกชนก็พร้อมปรับตัว ในการใช้พลังงานทางเลือกให้เหมาะสม ในส่วนนี้เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แม้ว่าค่าไฟของประเทศไทยในปัจจุบันจะสูงกว่าทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย ก็ตาม แต่ประเทศอื่นใช้สัดส่วนพลังงานจากถ่านหินที่มากกว่าไทย  

นอกเหนือจากนี้ ภาคครัวเรือน ก็จำเป็นต้องมีความตระหนัก ปรับตัวในการใช้ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมเช่นกัน ซึ่งจะมีการหารือใน กรอ. พลังงาน เพื่อสร้างมาตรการและปลูกฝังจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน ในลำดับต่อไป 

“ต้องขอบคุณท่านนายกฯ ที่ฟังเสียงภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าไฟครั้งนี้ โดยได้ช่วยลดค่า Ft จากเดิมที่จะปรับสูงขึ้น ถึงแม้ไม่ได้ตรึงราคาตามข้อเสนอของภาคเอกชน ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัวและอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงบางส่วนโดยไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคมากเกินไป ภาคเอกชนทุกสาขาธุรกิจมุ่งมั่นพร้อมร่วมหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนในการดูแลราคาพลังงานและราคาสินค้าและบริการในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน พร้อมประคองกำลังซื้อภายในประเทศให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป” สนั่น กล่าว 
MOE_Jsccib_conclusion_3_solution_use_energy_Private_Sector_SPACEBAR_Photo01_72a8f5c7e9.jpeg
MOE_Jsccib_conclusion_3_solution_use_energy_Private_Sector_SPACEBAR_Photo02_c56d56ee07.jpeg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์