ข้อเน้นย้ำ ปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง เป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ และ จัดให้มีแหล่งสินเชื่อในระบบ
นี่คือ 3 แนวทางแก้หนี้นอกระบบ ซึ่ง นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2566 หลังกล่าวได้ว่า ‘ปัญหาหนี้นอกระบบ’ เป็นเรื่องกัดกร่อนสังคมไทย และเป็นเรื่องใหญ่ของคนไทยจำนวนมากมานานแล้ว และยังจะเป็นปัญหาต่อเนื่องลุกลามบานปลาย หากไม่จัดการอย่างจริงจัง
โดยตัวเลขหนี้สินครัวเรือนที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงาน ซึ่งเป็นตัวเลขของไตรมาส 2 ปี 2566 พบสูงกว่า 90% ของ GDP โดยมีตัวเลขอยู่ที่ 16.07 ล้านบาท ขยายตัว 3.6% โดยยังเป็นการเพิ่มขึ้นเมื่อเที่ยบกับไตรมาสที่ผ่านมา นี่จึงเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ที่ต้องเข้ม ปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบ เป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ และจัดสินเชื่อในระบบ บรรเทาผลกระทบ และเพื่อผลดีระยะยาว
โดยการช่วยเหลือดูแลลูกหนี้นอกระบบให้เข้ามาเป็นลูกหนี้ในระบบ นายกฯ มอบหมายทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ‘ดูแลเชิงรุก’ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง มีบทบาทนำในการนำหนี้นอกระบบ มาเข้าระบบ เพื่อให้หลุดพ้นจากวงจรการเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว
คลัง เปิดโครงการแก้หนี้ 2 ธนาคารรัฐ
กฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอกย้ำ การดำเนินการในส่วนของกระทรวงการคลัง ปัจจุบันสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 2 แห่ง คือธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดให้มีแหล่งเงินทุนในระบบผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โครงการต่างๆ เหล่านั้น ได้แก่ \- โครงการสินเชื่อธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบโดยธนาคารออมสิน วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ร้อยละ 1 ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี \- สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เพื่อเป็นเงินทุนหรือเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพโดยธนาคารออมสิน วงเงินสินเชื่อไม่เกินรายละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ร้อยละ 1 ต่อเดือน ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 8 ปี หรือ 96 งวด และ \- สินเชื่อกองทุนหมุนเวียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนโดย ธ.ก.ส. เพื่อสงวนรักษาที่ดินจากการจำนอง ขายฝาก หรือใช้ที่ดินเป็นประกัน วงเงินสูงสุด 2.5 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 20 ปี
อยากเป็นเจ้าหนี้นอกระบบ ‘ถูกกฎหมาย’ ต้องทำอย่างไร?
สำหรับเจ้าหนี้นอกระบบ หากต้องการจะประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์กับกระทรวงการคลังได้ โดยใบอนุญาตประเภทพิโกไฟแนนซ์มีเงื่อนไขสำคัญเบื้องต้น คือ ต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท สามารถปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้รายละไม่เกิน 50,000 บาท และเรียกเก็บดอกเบี้ยแบบมีหลักประกันได้ไม่เกินร้อยละ 33 ต่อปี และแบบไม่มีหลักประกันได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 36 ต่อปี แบบลดต้นลดดอก สำหรับใบอนุญาตประเภทพิโกพลัสต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท สามารถปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้รายละไม่เกิน 100,000 บาท โดยสินเชื่อในส่วนที่เกิน 50,000 บาทขึ้นไป เก็บอัตราดอกเบี้ยสูงสุดได้ไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี แบบลดต้นลดดอก ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ไม่สามารถรับฝากเงินจากประชาชนได้ และสามารถเปิดให้บริการปล่อยสินเชื่อได้เฉพาะภายในจังหวัดที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น
ทั้งนี้ ณ เดือนตุลาคม 2566 มีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และเปิดดำเนินการแล้วสะสมสุทธิ 1,132 ราย ใน 75 จังหวัด (ยกเว้นอ่างทองและสิงห์บุรี) และ ณ เดือนกันยายน 2566 มีการอนุมัติสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้กับประชาชนรายย่อยไปแล้วสะสมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,797,385 ล้านบัญชี รวมเป็นวงเงิน 36,431.83 ล้านบาท
โดยนิติบุคคลที่สนใจประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์สามารถดูข้อมูลรายการยื่นคำขออนุญาตได้ที่ www.1359.go.th และสำหรับประชาชนที่สนใจขอกู้สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ได้ที่ www.1359.go.th เช่นกัน




