MONA Bangkok-เคเบิลคาร์ เดิมพัน 1.4 หมื่นล้านของ AWC

12 ก.ค. 2569 - 11:24

  • AWC วางหมาก MONA Bangkok และเคเบิลคาร์เจ้าพระยา

  • จับมือ MONA Australia สร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกแห่งแรกในไทย

  • ปั้นเอเชียทีคสู่ Global Destination ผ่านศิลปะ การเดินทาง และเศรษฐกิจประสบการณ์

MONA Bangkok-เคเบิลคาร์ เดิมพัน 1.4 หมื่นล้านของ AWC

เดิมพัน 1.4 หมื่นล้าน
AWC ปั้น ‘เอเชียทีค’ สู่ Global Destination
ผ่านศิลปะ การเดินทาง และเศรษฐกิจประสบการณ์

กรุงเทพมหานครกำลังจะมีแลนด์มาร์กแห่งใหม่บนโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา จากการประกาศความร่วมมือระหว่าง บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กับ MONA (Museum of Old and New Art) จากประเทศออสเตรเลีย เพื่อพัฒนา ‘MONA Bangkok’ ควบคู่กับโครงการเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น

เบื้องหลังโครงการครั้งนี้ คือการลงทุนต่อเนื่องที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 14,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะ พื้นที่มิกซ์ยูส การแสดงระดับโลก โรงแรม และระบบคมนาคมเชิงท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว ที่กำลังขยับจากการพัฒนา ‘พื้นที่’ ไปสู่การสร้าง ‘จุดหมายปลายทาง’

mona-bangkok-cable-car-awc-SPACEBAR-Photo01.jpg

จาก Riverfront สู่ Cultural Destination

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เอเชียทีคเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว แต่แผนพัฒนารอบใหม่ของ AWC มีเป้าหมายกว้างกว่านั้น คือการสร้างระบบนิเวศด้านศิลปะ วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และการเดินทาง ให้เชื่อมโยงอยู่ในพื้นที่เดียว

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า “วันนี้ AWC มองว่า Real Estate มันคือ Merge ไปหมดแล้ว เราเลยใช้คำว่า AWC Lifestyle Destination ทำอย่างไรให้เป็นจุดหมายปลายทางที่มีความหมาย มีคุณค่า และมีความพิเศษ เพื่อให้ทุกคนจากทั่วโลกนึกถึงประเทศไทย”

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ความร่วมมือกับ MONA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับโลกจากออสเตรเลีย โดยตั้งเป้าให้ MONA Bangkok เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทางศิลปะที่สะท้อนอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ และเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยเชื่อมต่อกับเวทีนานาชาติ

mona-bangkok-cable-car-awc-SPACEBAR-Photo02.jpg

ทำไม AWC จึงเลือก MONA

เหตุผลที่ AWC เลือกจับมือกับ MONA ไม่ได้อยู่เพียงชื่อเสียงของพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

นับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2554 MONA ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของรัฐแทสเมเนียจากเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติ สู่จุดหมายด้านศิลปะร่วมสมัยระดับโลก และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลแทสเมเนียระบุว่า ภาคศิลปะและวัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมมากกว่า 1.05 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี โดยเฉพาะ "การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" มีมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรงราว 434.7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี หรือประมาณ 9,000-10,000 ล้านบาท (คำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ) และ MONA ถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของระบบนิเวศดังกล่าว

แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นผลกระทบของ "ภาคการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" ทั้งระบบ ไม่ใช่รายได้ของ MONA เพียงแห่งเดียว แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนด้านศิลปะสามารถสร้างผลทางเศรษฐกิจได้จริง เมื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การจัดเทศกาล และการพัฒนาเมือง

จึงไม่น่าแปลกใจที่ AWC จะเลือก MONA เป็นพันธมิตรในการสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ แทนที่จะพัฒนาโครงการในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ทั่วไป

โลกกำลังลงทุนกับ ‘ประสบการณ์’ มากกว่า ‘สถานที่’

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หลายเมืองทั่วโลกกำลังแข่งขันกันสร้าง ‘ประสบการณ์ง มากกว่าการเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ โดยใช้พิพิธภัณฑ์ เทศกาลศิลปะ การแสดง และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

แม้จะไม่มีตัวเลขมาตรฐานเพียงชุดเดียวสำหรับมูลค่าตลาด Cultural Tourism โดยเฉพาะ แต่ข้อมูลจาก World Travel & Tourism Council ระบุว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางทั่วโลกสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 11.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 9.8% ของ GDP โลก พร้อมเติบโต 4.1% สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

ประสบการณ์ใหม่ของเจ้าพระยา (Cable Car)

หนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจ คือ “เคเบิลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” มูลค่าลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท

AWC วางแนวคิดให้การเดินทางกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยว ผ่านการออกแบบที่ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และความยั่งยืน พร้อมเชื่อมเอเชียทีคเข้ากับโครงการใหม่ฝั่งเจริญนคร

วัลลภา กล่าวว่า “เราอยากสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่นักเดินทางทั่วโลกอยากมาสัมผัส” บริษัทอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการให้บริการหลายรูปแบบ ทั้งห้องโดยสารชมวิว Chairlift และแพลตฟอร์มเปิดโล่ง โดยโครงการจะออกแบบให้ไม่มีเสารับกลางแม่น้ำ พร้อมใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานและมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากล

ยุคใหม่ของ Destination Economy

การลงทุนของ AWC สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศ...ในอดีต ผู้ประกอบการแข่งขันกันด้วยพื้นที่เชิงพาณิชย์ โรงแรม หรือศูนย์การค้า ปัจจุบันหลายเมืองเลือกลงทุนกับ "Destination" ที่สร้างเหตุผลให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในเมืองนานขึ้น และกระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจโดยรอบ โดยโมเดลลักษณะนี้พบได้ในหลายประเทศ เช่น
- พิพิธภัณฑ์ Guggenheim Bilbao ประเทศสเปน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจเมืองบิลเบา จนเกิดคำว่า "Bilbao Effect"
- Singapore Cable Car ที่เชื่อมเกาะเซ็นโตซาและกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว
- London Cable Car ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกการเดินทางและสร้างประสบการณ์ชมเมืองจากมุมสูง

การลงทุนของ AWC จึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่เป็นการยกระดับพื้นที่ริมเจ้าพระยาให้มีศักยภาพแข่งขันกับเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

โอกาสของเศรษฐกิจไทย

การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ลักษณะนี้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยนอกจากการลงทุนโดยตรง ยังสร้างความต้องการในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก การจัดงานอีเวนต์ งานสร้างสรรค์ และการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน การมีพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติ ยังช่วยขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งมักมีระยะเวลาพำนักและการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป

ด้านรัฐบาลมองว่า การเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการผลักดัน Soft Power ของไทย

ความท้าทายของแลนด์มาร์กใหม่

แม้โครงการ MONA Bangkok และเคเบิลคาร์เจ้าพระยาจะได้รับความสนใจจากวงการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ แต่ความสำเร็จของโครงการในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยสำคัญ

1. การสร้างโปรแกรมศิลปะระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมักมีนิทรรศการหมุนเวียน เทศกาลศิลปะ และกิจกรรมระดับนานาชาติที่ดึงดูดผู้ชมให้กลับมาเยี่ยมชมซ้ำ

2. การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งและการเดินทาง

เคเบิลคาร์จะมีบทบาทมากขึ้น หากสามารถเชื่อมต่อกับการเดินทางทางน้ำและเครือข่ายขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก

3. การดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพและการใช้เวลาพำนัก

เป้าหมายสำคัญของโครงการ คือการทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น และสร้างการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้น

4. การสร้างการมีส่วนร่วมของคนกรุงเทพฯ

แลนด์มาร์กที่ยั่งยืนมักไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกลายเป็นพื้นที่ที่คนในเมืองใช้จริง ทั้งในด้านศิลปะ วัฒนธรรม และกิจกรรมสาธารณะ

บทพิสูจน์ของ Destination Economy

AWC อยู่ระหว่างทยอยลงทุนหลายโครงการในพื้นที่เอเชียทีค ทั้งการแสดง Avatar, MONA Bangkok, เคเบิลคาร์ และโครงการมิกซ์ยูสฝั่งเจริญนคร หากทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกันได้ตามแผน พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอาจกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ศิลปะ และไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ของภูมิภาค

ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า การลงทุนด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะสามารถต่อยอดเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศได้มากเพียงใดในระยะยาว

หาก MONA Bangkok เคเบิลคาร์ และองค์ประกอบอื่นๆ สามารถเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้ตามแผน การลงทุนครั้งนี้อาจไม่ได้สร้างเพียงแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ยังมีโอกาสยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ผู้คนเดินทางมาเพื่อ ‘ประสบการณ์’ ไม่ใช่เพียงเพื่อการท่องเที่ยว

mona-bangkok-cable-car-awc-SPACEBAR-Photo03.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์