จากสถานการณ์ลำไยในพื้นที่ภาคเหนือมีผลผลิตมากกว่าปกติ และคาดว่าจะมีลำไยล้นตลาดมากถึง 1 แสนตัน ทำให้ลำไยในฤดู ปี 2568 ราคาตกต่ำอย่างหนัก โดยราคารับซื้อล่าสุด ขนาด AA เหลือเพียง 15 บาทเท่านั้น ขนาด B 4 บาท และ ขนาด C ลงไป หลายจุดเริ่มประกาศไม่รับซื้อ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพราะไม่คุ้มราคาต้นทุนในการจ้างแรงงาน
ดิเรก กองเงิน เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนลำไย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ถ้าเทียบราคาผลผลิตลำไย ปีนี้ถือว่าตกต่ำ อย่างหนัก เช่นเดียวกับทุกๆปีที่ผ่านๆมา ยกเว้นปี 2567 เนื่องจาก สภาพอากาศแล้งจัด ทำผลผลิตลำไยในจังหวัดเชียงใหม่มีน้อย จึงมีราคาสูง แม้ราคาลำไย จะตกต่ำมาทุกปีก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข รวมถึงกลไกด้านการตลาด ที่ถูกกำหนดมาจากพ่อค้าชาวจีน ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันเข้ามากุมอำนาจการตลาด ทั้งรับซื้อ และเปิดโรงอบเอง ก่อนส่งไปยังประเทศจีน
ดิเรก กล่าวต่อว่า กลุ่มคนจีนจะเป็นคนกำหนดราคาทั้งหมด จากปีที่ผ่านมาส่วนตัวขายลำไยได้ 140,000 บาท ปีนี้ ตั้งราคา 40,000 แทบจะไม่มีคนซื้อ โดยปัญหาราคาลำไยร่วง แทบไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล เข้ามาสนับสนุนเกษตรกร จึงอยากเสนอให้รัฐบาลบรรจุลำไย ให้เป็นพืชเศรษฐกิจอีกหนึ่งชนิดที่รัฐจะต้องเข้ามาโอบอุ้ม แต่นโยบายเร่งด่วน อยากให้เข้ามาพยุงเรื่องของราคาไม่ให้ตกต่ำ เพราะผลผลิตลำไยเริ่มออกสู่ท้องตลาดแล้ว

“จริงๆ รัฐบาลควรมีแผนล่วงหน้าเรื่องนี้อย่างน้อย3 เดือน ด้วยซ้ำ และราคารับซื้อไม่ควรที่จะเป็นคนต่างประเทศเป็นตัวกำหนด ขณะเดียวกันหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่มีบทบาทในการช่วยเหลือเกษตรกรเรื่องของราคาลำไย ในช่วงที่ผ่านมา หากมองเป็นเกมส์การเมือง ต่างกระทรวง ต่างพรรคการเมือง ยังทำงานร่วมกันไม่มีประสิทธิภาพได้ดีเท่าที่ควร ซึ่งอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นมองเรื่องของการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นหลักก่อน และการมองตลาดให้เปิดกว้าง ก็ควรเป็นนโยบายที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาเพราะปัจจุบันลำไยนั้นมีตลาดหลักคือประเทศจีนเท่านั้น”
จากปัญหาราคาลำตกต่ำ ทำให้ ผู้บริหารระดับสูง ที่มีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหา ทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาลำไยตกต่ำรวมถึงวางแนวทางแก้ไขปัญหา

อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมปีนี้ มีผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 1.2-1.4 แสนตัน ซึ่งส่งผลทำให้ราคาลำไยตกต่ำลง
“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยระยะแรก คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมวิชาการเกษตร จะหนุนงบประมาณ 200 ล้านบาท ในการรับซื้อลำไยจากเกษตรกรเพื่อนำผลผลิตลำไยออกสู่ตลาด พร้อมกับได้ประสานบริษัทตลาดหลักทรัพย์เข้ามาซื้อลำไย และประสานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ และกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำลำไยไปให้เด็กนักเรียน และผู้ต้องขังในเรือนจำได้มีโอกาสกินสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ”
“ส่วนมาตรการช่วยเหลือในระยะยาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะจัดทำโครงการช่วยเกษตรกรชาวสวนลำไยไร่ละ 1,000 คนละ 10 ไร่ โดยมีงบประมาณในการจัดทำ 1,000 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินโครงการนี้ จะต้องได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวสวนลำไยในการดูแลผลผลิตให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ด้วย”

ด้าน สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้ผลผลิตลำไยมีจำนวนมากกว่าความต้องการกว่าร้อยละ 12 หรือประมาณ แสนกว่าตัน ซึ่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งช่วยเหลือด้านราคาลำไยขนาด B ที่มีจำนวนมากที่สุดในตลาด และพบว่าลำไยขนาด A เริ่มมีราคาตกต่ำ และจะเร่งช่วยเหลือด้านราคาต่อไป
“ซึ่งก่อนหน้านี้ได้อนุมัติงบช่วยเหลือแล้ว 6 หมื่นตัน และจะเพิ่มอีก 5 หมื่นตัน รวมถึงได้ทำความตกลงกับโรงบ่มลำไย 40 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งส่งออกตลาดต่างประเทศ และประสานกับห้างโมเดิร์นเทรดจัดกิจกรรม ฟรุ๊ตเฟสติวัล ส่งเสริมการขายลำไยทุกวัน รวมกว่า 5,600 ตัน และร่วมกับปั้มน้ำมัน 5,000 สาขาทั่วประเทศ จำหน่าย ลำไยกว่า 1,000 ตัน และได้รับการสนับสนุนจากไปรษณีย์ไทยในด้านบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง โดยขอให้เกษตรกรมั่นใจมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ในการแก้ปัญหาราคาลำไยจนหมดฤดูลำไย”
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ ยังมีมาตรการสนับสนุนเกษตรกรทั้งระบคือโครงการธงเขียวที่จะสนับสนุนปัจจัยทางการเกษตรปุ๋ย ยา อาหารสัตว์ ให้ราคาถูกแก่เกษตรกรเพื่อช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ รวมถึงให้ฑูตพาณิชย์ 58 ประเทศทั่วโลกช่วยสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าเกษตรของไทยด้วย





