สมยุทธ วิญญา นายกสมาคมขนส่งสินค้าจังหวัดตาก เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมา มีมาตรการคุมเข้มการนำเข้าสินค้าจากจังหวัดเมียวดีเข้าไปยังย่างกุ้ง และตรวจสอบรถขนส่งสินค้าอย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าไปยังประเทศเมียนมา จะต้องมีใบอนุญาตนำเข้าอย่างถูกต้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 รัฐบาลเมียนมาสั่งปิดสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่2 อย่างไม่มีกำหนด ทำให้ระบบการขนส่งสินค้าชะงักทั้งระบบ

“ทางสมาคมฯ มีผู้ประกอบการเป็นสมาชิก จำนวน 60 บริษัท ในจำนวนนี้ร้อยละ 80 เป็นผู้นำเข้าสินค้าไปยังเมียนมา ผ่านด่านพรมแดนแม่สอด จังหวัดตาก การสั่งปิดสะพานมิตรภาพฯ ในครั้งนี้ เหมือนกับเป็นการสับสวิทซ์ไฟดับหมด ทำให้ธุรกิจขนส่งสินค้าเกิดภาวะช็อค รถคอนเทรนเนอร์ และรถบรรทุกต้องจอดรถตกค้าง ทั้งฝั่งไทยและฝั่งเมียนมา หลายร้อยคัน หากจะขนส่งสินค้าไปแต่ไม่มีใบอนุญาตก็มีสิทธิ์ที่อาจจะถูกจับกุมได้”
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี, จังหวัดระยอง, มีนบุรี กรุงเทพฯ และเส้นทางอาร์ 3 เอ ที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าผ่านแดนแม่สอด โดยใช้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นหลัก ได้รับผลกระทบหนักที่สุด หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปอีก จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการนำเข้าสินค้า เพราะหากภายใน 1 เดือนระบบขนส่งไม่สามารถส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อได้ จะต้องตกเป็นของรัฐทันที

“ผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอด 24 วันที่ผ่านมา ผู้ประกอบการขนส่งได้รับความเสียหายเฉลี่ยวันละ 2 ล้านบาท หรือประมาณเกือบ 50 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมกับค่าสินค้า โดยขณะนี้มีรถขนส่งหลายคันจอดรถส่งสินค้านานกว่า 10 วัน เท่ากับว่าไม่มีรายได้ ขณะที่ต้องเสียค่าผ่อนรถกับไม่ต่ำกว่าเดือนละ 60,000 บาท ดังนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ จะต้องหารือระดับประเทศกับทางรัฐบาลเมียนมา ให้ช่วยแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพราะหากเกิน 3 เดือน ธุรกิจขนส่งจะแย่กว่านี้ และมีโอกาสถูกไฟแนนซ์ยึดรถได้” นายกสมาคมขนส่งสินค้าจังหวัดตาก กล่าว
ด้าน พรชัย สิทธิวงษ์ เลขาธิการสมาคมขนส่งสินค้าจังหวัดตาก กล่าวว่า ขณะนี้การขนส่งสินค้าผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ถูกรัฐบาลเมียนมาสั่งปิดไม่ให้มีการนำเข้าและส่งออกมานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว และยังไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อนานแค่ไหน ทำให้ส่วนหนึ่งมีรถขนส่งสินค้าตกค้างกระจายในจุดต่างๆ เพื่อรอส่งสินค้า และอีกส่วนหนึ่งได้ขะลอการส่งสินค้าเข้าเมียนมา จนกว่าทางการเมียนมาจะมีความชัดเจน ในด้านของมาตรการนำเข้าสินค้า

“ตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจ, ปัญหาการสู้รบในเมียนมา และมาตรการ 3 ตัด และล่าสุดทางการไทยกำหนดให้รถขนส่งสินค้า ต้องแจ้งการส่งออกล่วงหน้า 2 วัน และมีการบูรณาการฝ่ายปกครอง ทหาร และศุลกากร ตรวจสอบสินค้าส่งออก ยิ่งทำให้เป็นปัญหาซ้ำเติม ซึ่งเริ่มมีผู้ประกอบการขนส่งหลายราย ได้ลดจำนวนรถบรรทุกลงร้อยละ 50 จากที่เคยวิ่ง 10 คัน ก็ตัดใจขายเหลือ 5 คัน เพื่อประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด”


รายงานข่าวแจ้งว่า ทางรัฐบาลเมียนมา ได้มีการสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ศุลกากรในเส้นทาง AH1 (เมียวดี-ย่างกุ้ง) ใหม่ทั้งหมด และตรวจเข้มรถขนสินค้าที่ไม่มีใบอนุญาต โดยเฉพาะที่เมืองพะอัน ศูนย์กลางขนส่งสินค้่าจากไทยไปยังย่างกุ้ง เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่าสินค้าที่มีการลักลอบนำเข้ามา โดยไม่จ่ายภาษีเข้ารัฐบาลเมียนมา แต่ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มชนกลุ่มน้อยที่ตั้งด่านในเส้นทาง AH1 ไม่ต่ำกว่า 4-5 แห่ง แม้ว่าจะทำพิธีการอย่างถูกต้อง โดย รถ 1คัน ต้องเสียเงินค่าเบี้ยรายทาง หรือที่เรียกกันว่าค่าก็อก รวมแล้วหลักแสนบาทต่อคัน จึงน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลเมียนมาเจ้ามาจัดระเบียบการนำเข้าสินค้าสินค้า




