ครม.ไฟเขียวประกันภัยพิบัติ คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน

1 ก.ย. 2569 - 15:51

  • รัฐวางระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ตั้งเป้าคุ้มครองที่อยู่อาศัย 30 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

  • บ้านเสียหายรับสูงสุด 1 แสนบาท จ่ายเงินส่วนแรกภายใน 15 วัน พร้อมชดเชยตามความเสียหายจริง

  • เสียชีวิตรับ 2 ล้านบาท เปลี่ยนระบบรัฐจาก “รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา” สู่การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า

ครม.ไฟเขียวประกันภัยพิบัติ คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน

ครม.ไฟเขียว ‘ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน รับมือ 3 ภัย รัฐหนุนค่าเบี้ย บ้านเสียหายสูงสุด 1 แสนบาท เสียชีวิต 2 ล้านบาท

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” พร้อมให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน เพื่อคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมภัยพิบัติสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ถือเป็นการปรับรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐจากการ “รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา” ไปสู่การ “เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า”

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลจะสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญทั้ง 3 ประเภท โดยตั้งเป้าให้ระบบสามารถครอบคลุมที่อยู่อาศัยของประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็ว และมีวงเงินช่วยเหลือที่เป็นระบบมากกว่าการเยียวยารูปแบบเดิม

สาระสำคัญของความคุ้มครอง เบื้องต้นกำหนดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแตกต่างกันตามประเภทภัย โดยกรณี อุทกภัย จะได้รับเงินส่วนแรก 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วน วาตภัยและแผ่นดินไหว จะได้รับเงินส่วนแรก 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน โดยกำหนดให้จ่ายภายใน 15 วัน ก่อนจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง ทั้งนี้ ค่าสินไหมทดแทนรวมสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ขณะที่กรณี เสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์จำนวน 2 ล้านบาทต่อราย เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อครอบครัวผู้ประสบภัย

แนวทางดังกล่าวจึงมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้าง “กลไกทางการเงิน” รองรับความเสียหายจากภัยพิบัติให้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ แทนการพึ่งพางบประมาณของรัฐเพื่อเยียวยาหลังเกิดภัยเพียงอย่างเดียว โดยประชาชนจะมีหลักประกันในการฟื้นฟูความเสียหาย ขณะที่ภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง รวมถึงวางแผนงบประมาณสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ประโยชน์จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเจ้าของบ้านหรือครัวเรือนที่ได้รับความเสียหาย แต่ยังครอบคลุม ภาครัฐในด้านการบริหารงบประมาณและความเสี่ยงจากภัยพิบัติ รวมถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเมื่อเกิดเหตุรุนแรง ประชาชนสามารถเข้าถึงเงินชดเชยเพื่อนำไปซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูการดำรงชีวิตได้เร็วขึ้น ลดภาระการรอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงช่องทางเดียว

หลังจากนี้ ครม.มอบหมายให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้มาตรการใหม่นี้เกิดความซ้ำซ้อนกับระบบช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม

การเดินหน้าระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจึงสะท้อนการเปลี่ยนโจทย์ของรัฐจาก “เกิดภัยแล้วค่อยหาเงินช่วย” มาเป็น “วางระบบการเงินเพื่อรับความเสี่ยงไว้ก่อน” โดยมีประชาชนเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองโดยตรง ขณะที่รัฐมีเครื่องมือบริหารความเสียหายและงบประมาณที่เป็นระบบมากขึ้น หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย การประกันภัยพิบัติจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความสามารถของประเทศในการรับมือกับภัยพิบัติที่มีแนวโน้มสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงขึ้นในอนาคต

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์