Netflix ซื้อ Warner บวกหรือลบอุตสาหกรรมบันเทิงไทย

9 ธ.ค. 2568 - 15:08

  • Netflix ลงทุนในการผลิตคอนเทนต์ไทยมากกว่า 6 พันล้านบาทระหว่างปี 2021-2024

  • Bangkok กลายเป็นฮับการผลิตคอนเทนต์สำหรับตลาดเอเชียของ Netflix

  • ข้อกังวลด้านการผูกขาดและผลกระทบต่อโรงภาพยนตร์และผู้ผลิตคอนเทนต์อิสระ

Netflix ซื้อ Warner บวกหรือลบอุตสาหกรรมบันเทิงไทย

อุตสาหกรรมบันเทิงโลกกำลังเผชิกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ Netflix ประกาศข่าวดีลซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery ในมูลค่า 82.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท การรวมตัวครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตลาดสตรีมมิ่งโลก แต่ยังมีผลต่ออุตสาหกรรมบันเทิงไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ดีลประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรม

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะรวมฐานผู้ใช้งาน 280 ล้านคนของ Netflix เข้ากับห้องสมุดคอนเทนต์ระดับโลกของ Warner Bros. รวมถึงแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Harry Potter, Game of Thrones, และ DC Comics Netflix จ่ายเงินในราคา 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้น Warner Bros. Discovery พร้อมยอมรับค่าปรับ 5 พันล้านดอลลาร์หากหน่วยงานกำกับดูแลปฏิเสธการทำรายการ

Ted Sarandos ซีอีโอร่วมของ Netflix อธิบายว่า "แม้เราจะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างมากกว่าผู้ซื้อ แต่การรวมกิจการนี้จะสร้างความสามารถและขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน" การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของ Netflix จากการซื้อลิขสิทธิ์มาสู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง

ปัญหาการผูกขาดและการต่อต้าน

การทำรายการครั้งนี้เผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากนักการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรครีพับลิกันในสหรัฐฯ ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความกังวลโดยกล่าวว่า "Netflix เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม แต่นี่คือส่วนแบ่งตลาดจำนวนมาก เราต้องดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

วุฒิสมาชิก Elizabeth Warren วิจารณ์ว่าการรวมกิจการนี้จะ "สร้างยักษ์ใหญ่ด้านสื่อที่ควบคุมเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดสตรีมมิ่ง ขู่ว่าจะบังคับให้ชาวอเมริกันต้องจ่ายค่าสมาชิกที่สูงขึ้นและมีทางเลือกน้อยลง" ขณะที่วุฒิสมาชิก Mike Lee เตือนว่าการเพิ่มอำนาจผูกขาดของ Netflix "จะหมายถึงการสิ้นสุดของยุคทองของสตรีมมิ่งสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์และผู้บริโภค"

กระบวนการตรวจสอบด้านการผูกขาดคาดว่าจะใช้เวลา 12-18 เดือน ทำให้ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดดีลจะยืดเยื้อไปตลอดปี 2025 และอาจถึงปี 2026

Netflix ลงทุนในไทย 6 พันล้านบาท พัฒนาเป็นฮับคอนเทนต์เอเชีย

ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยต่อ Netflix เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการลงทุนในการผลิตคอนเทนต์ท้องถิ่นและการยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นฮับการผลิตเนื้อหาระดับภูมิภาค ระหว่างปี 2021-2024 Netflix ลงทุนมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 พันล้านบาทในการผลิตคอนเทนต์ไทย

การลงทุนครั้งนี้สร้างงานให้กับทีมงานชาวไทยมากกว่า 13,500 คน และผลิตรายการไทยต้นฉบับมากกว่า 20 เรื่อง คอนเทนต์เหล่านี้สร้างชั่วโมงการรับชมรวม 750 ล้านชั่วโมงบนแพลตฟอร์ม Netflix ทั่วโลก โดยมีรายการไทยมากกว่า 15 เรื่องติดอันดับ Global Top 10 รวมถึง Master of the House, Mad Unicorn และ Hunger

ในปี 2025 Netflix ประกาศอย่างเป็นทางการให้กรุงเทพฯ เป็นฮับสำหรับการสร้างคอนเทนต์เอเชีย Malobika Banerji ผู้อำนวยการอาวุโสด้านเนื้อหาสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อธิบายว่า "เรากำลังสร้างเรื่องราวจากมือคนไทยและลงทุนอย่างจริงจัง นอกจากนี้เรายังพัฒนาพรสวรรค์ใหม่ทั้งหน้าจอและเบื้องหลังเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรม"

สำหรับปี 2025 Netflix อนุมัติการผลิตรายการไทยต้นฉบับ 9 เรื่องใหม่ รวมถึงภาพยนตร์ซอมบี้ที่รอคอยอย่าง Ziam นำแสดงโดย มาร์ค ปริญ ซึ่งผสมผสานมวยไทยเข้ากับแนวสยองขวัญ

การพัฒนาบุคลากรและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การลงทุนของ Netflix ในไทยขยายไปเกินกว่าการผลิตคอนเทนต์โดยตรง โดยครอบคลุมโครงการพัฒนาบุคลากรที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศสร้างสรรค์ของไทย ในปี 2023 Netflix เปิดตัว Reel Life Camp โปรแกรมเวิร์กช็อปเข้มข้นที่ฝึกอบรมผู้สร้างภาพยนตร์และโทรทัศน์ไทยมากกว่า 145 คน

โปรแกรมฝึกอบรมยังช่วยเพิ่มความสามารถทางเทคนิคให้กับผู้เชี่ยวชาญการผลิตมากกว่า 500 คน รวมถึงบรรณาธิการภาพยนตร์ ศิลปินเอฟเฟกต์พิเศษ และผู้จัดการข้อมูลในกองถ่าย สร้างฐานแรงงานที่มีทักษะกว้างขึ้นสำหรับรองรับการผลิตระดับนานาชาติ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจของ Netflix ขยายไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกวัฒนธรรม ซีรีส์สารคดี Thai Cave Rescue ที่เล่าเรื่องการช่วยเหลือเด็กติดถ้ำหลวงในปี 2018 ช่วยให้ถ้ำหลวงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวแห่ไปเยือน ในทำนองเดียวกัน Master of the House เพิ่มการท่องเที่ยวไปยัง Château de Khaoyai ในจังหวัดนครราชสีมา

การแข่งขันในตลาดสตรีมมิ่งไทย

ตลาดสตรีมมิ่งไทยพัฒนาไปสู่ภูมิทัศน์การแข่งขันที่ซับซ้อน Netflix ยังคงครองตำแหน่งผู้นำด้วยฐานผู้ใช้ประมาณ 12 ล้านคนใน 5 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และครอบครองส่วนแบ่งการรับชมสตรีมมิ่ง 52% และรายได้ 42%

Max แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งใหม่ของ Warner Bros. Discovery ที่เปลี่ยนชื่อมาจาก HBO Go ในเดือนพฤศจิกายน 2024 กลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามอง Max ได้ผู้ใช้ใหม่ 1.4 ล้านคนในไตรมาสสี่ของปี 2024 และครอบครอง 26% ของการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้สตรีมมิ่งในภูมิภาค

Viu แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเอเชียมีผู้ใช้ 9.5 ล้านคนใน Southeast Asia ส่วน Disney+ รักษาส่วนแบ่งรายได้ 10% แม้จะไม่ได้ขนาดผู้ใช้เท่า Netflix YouTube กลับครองใจผู้ใช้ไทยได้มากที่สุด โดยมีผู้ใช้ 40% ยินดีจ่าย YouTube Premium แม้ราคาจะแพงกว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอื่นถึง 3 เท่า

ผลกระทบต่อโรงภาพยนตร์และอุตสาหกรรมภาพยนตร์

การซื้อกิจการ Netflix-Warner Bros. สร้างความกังวลให้กับภาคการจัดแสดงภาพยนตร์ในโรงและนักสร้างภาพยนตร์อิสระ Cinema United สมาคมการค้าที่เป็นตัวแทนโรงภาพยนตร์มากกว่า 30,000 จอในสหรัฐฯ และอีก 26,000 จอทั่วโลก ระบุว่าดีลนี้เป็น "ภัยคุกคามที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อธุรกิจการจัดแสดงภาพยนตร์ทั่วโลก"

แม้ Netflix จะให้คำมั่นว่าจะรักษากลยุทธ์การเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ของ Warner Bros. แต่ Ted Sarandos แสดงความสงสัยต่อการเว้นระยะเวลาเฉพาะโรงภาพยนตร์แบบเดิม โดยกล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่า "การเว้นระยะเวลาเฉพาะที่ยาวนาน" จะ "เป็นมิตรกับผู้บริโภค"

สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ความกังวลนี้มีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากไทยกำลังเป็นฮับการผลิตระดับภูมิภาค โปรแกรมเงินคืนด้านภาพยนตร์ของไทยที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2016 ได้ดึงดูดโครงการต่างชาติมากกว่า 4,600 โครงการและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 30 พันล้านบาท

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นจากดีล Netflix-Warner Bros. อาจส่งผลทั้งในแง่บวกและลบต่ออุตสาหกรรมบันเทิงไทย ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางกฎหมายยังคงอยู่ สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือการรวมกิจการครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสร้างสรรค์ ธุรกิจบันเทิง และผู้บริโภคชาวไทยมีปฏิสัมพันธ์กับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและเนื้อหาภาพและเสียงอย่างถาวร คำถามที่น่าสนใจคือ ในยุคแห่งการผูกขาดดิจิทัล เราจะรักษาความหลากหลายของเสียงสร้างสรรค์และความเสมอภาคในการเข้าถึงเนื้อหาคุณภาพได้อย่างไร?

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์