สูตรน้ำมันใหม่เริ่มวันนี้ ลดต้นทุนปีละ 1.08 หมื่นล้าน ประชาชนได้ประโยชน์แค่ไหน
พลังงานปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่น ตัดค่าใช้จ่ายสมมติเส้นทางสิงคโปร์-ไทย พร้อมลดองค์ประกอบค่าสำรองน้ำมัน ขณะที่หน้าปั๊มลดดีเซล B7 ลิตรละ 1 บาท แก๊สโซฮอล์ 91-95 ลด 50 สตางค์ แต่ราคาระยะต่อไปยังขึ้นกับตลาดโลก ค่าเงินบาท และกองทุนน้ำมันฯ
ตั้งแต่วันนี้ 29 ตุลาคม 2569 น้ำมันที่จำหน่ายในประเทศไทยเริ่มใช้หลักเกณฑ์คำนวณราคา ณ โรงกลั่นใหม่ หลังใช้สูตรเดิมมาตั้งแต่ปี 2547 โดยกระทรวงพลังงานประเมินว่า การตัดค่าใช้จ่ายบางรายการออกจะช่วยลดต้นทุนรวมประมาณ 10,839 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผู้ใช้น้ำมัน คำถามสำคัญคือ ต้นทุนที่ลดลงจะส่งถึงราคาหน้าปั๊มเท่าไร ส่วนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งและ SMEs ต้องพิจารณาต่อว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ช่วยลดรายจ่ายได้มากเพียงใด ท่ามกลางราคาพลังงานที่ยังผันผวน
แม้ราคาขายปลีกบางชนิดปรับลดลงแล้วในวันเดียวกัน แต่ผลจากการเปลี่ยนสูตรหน้าโรงกลั่นกับการเปลี่ยนราคาหน้าปั๊มต้องแยกพิจารณา เพราะราคาที่ประชาชนจ่ายยังมีภาษี เงินกองทุน และค่าการตลาดเป็นองค์ประกอบร่วมด้วย
สูตรใหม่ตัดอะไรออกจากราคาน้ำมัน
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า สูตรเดิมอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ แล้วบวกค่าใช้จ่ายตามสมมติฐานการขนส่งจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย แม้น้ำมันส่วนใหญ่จะกลั่นภายในประเทศ
หลักเกณฑ์ใหม่จึงตัดค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง ตามสมมติฐานดังกล่าวออก พร้อมลดองค์ประกอบค่าสำรองน้ำมันในสูตรเหลือ 2 ใน 3 ของเดิม กระทรวงพลังงานเรียกค่าใช้จ่ายที่ตัดออกนี้ว่า ‘ต้นทุนทิพย์’ และระบุว่าเป็นการปรับโครงสร้างอย่างถาวร
สาระสำคัญของมาตรการอยู่ที่การลดส่วนบวกเพิ่มในสูตรราคา จึงต้องแยกจากต้นทุนการผลิตจริงของโรงกลั่น ทั้งค่าน้ำมันดิบ พลังงาน แรงงาน และการเดินเครื่อง ซึ่งยังคงเป็นต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
เช่นเดียวกับการลดองค์ประกอบค่าสำรองน้ำมันในสูตรราคา ที่ไม่ควรตีความทันทีว่าเป็นการลดปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศลงในสัดส่วนเดียวกัน เพราะเป็นคนละประเด็นที่ต้องตรวจสอบจากหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ลดหน้าโรงกลั่นเท่าไร ต่างจากหน้าปั๊มอย่างไร
กระทรวงพลังงานประเมินว่า สูตรใหม่จะทำให้ราคา ณ โรงกลั่นลดลง 0.0875-0.3548 บาทต่อลิตร หรือประมาณ 8.75-35.48 สตางค์ ขึ้นอยู่กับชนิดน้ำมัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 29.70 ล้านบาทต่อวัน
ดีเซล B7 มีผลลดราคาตามสูตร 0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,795 ล้านบาทต่อปี ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 0.3203 บาทต่อลิตร คิดเป็นประมาณ 2,115 ล้านบาทต่อปี ตามการประเมินของกระทรวงพลังงาน
ตัวเลขรวม 10,839 ล้านบาทจึงเป็นประมาณการผลลดต้นทุนต่อปี ไม่ใช่เงินที่ประชาชนได้รับทันที และผลจริงยังขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้น้ำมัน ตลอดจนการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายปลีก
หากยกตัวอย่างเฉพาะผลจากสูตรใหม่ ดีเซล B7 จำนวน 50 ลิตร จะมีส่วนต่างราคา ณ โรงกลั่นประมาณ 17.74 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวนเท่ากัน มีส่วนต่างประมาณ 16.02 บาท โดยยังไม่รวมผลจากองค์ประกอบราคาอื่น
อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกที่ปรับวันที่ 29 ตุลาคม ลดลงมากกว่าตัวเลขดังกล่าว โดย
ดีเซล B7 ลด 1 บาทต่อลิตร เหลือ 42.54 บาท
แก๊สโซฮอล์ 95 ลด 0.50 บาท เหลือ 41.54 บาท
และแก๊สโซฮอล์ 91 ลด 0.50 บาท เหลือ 41.17 บาท
ตามข้อมูลราคาที่เผยแพร่ในวันเดียวกัน
ดังนั้น การลดราคาหน้าปั๊มรอบนี้จึงไม่ควรถูกอธิบายว่ามาจากการตัดค่าใช้จ่ายในสูตรใหม่ทั้งหมด โดยต้องพิจารณาราคาอ้างอิงรายวันและการปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกอบกันด้วย
โรงกลั่นกับผู้ค้าน้ำมันได้รับผลต่างกัน
ผลโดยตรงของสูตรใหม่อยู่ที่ราคา ณ โรงกลั่น หากราคาขายที่โรงกลั่นได้รับปรับลดตามสูตร ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตไม่เปลี่ยน ส่วนต่างรายได้จากการขายย่อมมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับการใช้สูตรเดิม
แต่ยังไม่สามารถนำมูลค่าลดต้นทุนทั้งระบบ 10,839 ล้านบาท ไปสรุปว่าเป็นกำไรสุทธิของโรงกลั่นที่จะหายไปเท่ากัน เพราะผลประกอบการแต่ละแห่งขึ้นอยู่กับชนิดน้ำมันที่ผลิต สัดส่วนขายในประเทศและส่งออก สัญญาซื้อขาย ต้นทุน และกำไรหรือขาดทุนจากสต็อกน้ำมันด้วย
ส่วนผู้ค้าน้ำมันและสถานีบริการ ผลกระทบต้องดูค่าการตลาดแยกต่างหาก หากต้นทุนรับซื้อน้ำมันลดลงและราคาขายปลีกลดตามในระดับใกล้เคียงกัน ค่าการตลาดอาจไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่หากปรับต่างจังหวะกัน ส่วนต่างดังกล่าวก็อาจเปลี่ยนแปลงได้
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานอธิบายว่า ค่าการตลาดครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายคลังน้ำมัน ขนส่ง สถานีบริการ บุคลากร และการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกำไร จึงไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ค้าน้ำมันทั้งหมด
การติดตามผลจึงต้องดูทั้งราคา ณ โรงกลั่น อัตราเงินกองทุน ค่าการตลาด และราคาขายปลีกในช่วงเวลาเดียวกัน จึงจะเห็นว่าประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงถูกส่งต่ออย่างไร
ช่วยลดรายจ่าย แต่ราคายังผันผวนได้
การลดส่วนบวกเพิ่มในสูตรทำให้ราคาอ้างอิงต่ำกว่าการใช้สูตรเดิม ภายใต้เงื่อนไขตลาดเดียวกัน แต่ไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันหยุดเปลี่ยนแปลงตามตลาดต่างประเทศ
ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ค่าเงินบาท ต้นทุนเชื้อเพลิงชีวภาพ ภาษี และการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ยังมีผลต่อราคาขายปลีก หากราคาต่างประเทศเพิ่มขึ้นหรือเงินบาทอ่อนค่า แรงกดดันดังกล่าวอาจมากกว่าส่วนต่างที่ลดได้จากสูตรใหม่
สำหรับผู้ประกอบการ ผลประหยัดจะต่างกันตามปริมาณใช้ หากธุรกิจใช้น้ำมันดีเซล B7 เดือนละ 10,000 ลิตร และราคาขายปลีกลดลง 1 บาทต่อลิตรตลอดช่วงที่ซื้อ จะลดรายจ่ายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับราคาเดิม โดยต้องแยกให้ชัดว่าเป็นผลจากราคาขายปลีกที่ลดลงทั้งรอบ ไม่ใช่ผลจากสูตรใหม่เพียงส่วนเดียว
เงินที่ประหยัดได้ช่วยเสริมสภาพคล่อง แต่ยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าสินค้าหรือค่าขนส่งจะลดราคาทันที เพราะผู้ประกอบการยังมีต้นทุนแรงงาน ดอกเบี้ย วัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่นร่วมด้วย
สอดคล้องกับผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันที่ 28 ตุลาคม ซึ่งระบุว่าสินเชื่อรวมขยายตัวจากธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่องในเกือบทุกสาขา และต้องติดตามความสามารถชำระหนี้ของธุรกิจรายเล็ก รวมถึงครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
การปรับสูตรน้ำมันจึงช่วยลดรายจ่ายด้านหนึ่งในช่วงที่ธุรกิจบางกลุ่มยังเข้าถึงเงินทุนได้ยาก ส่วนผลต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าต้องติดตามจากต้นทุนและราคาที่เกิดขึ้นจริงต่อไป
หลังเริ่มใช้สูตรใหม่ สิ่งที่ควรเปิดเผยอย่างต่อเนื่องคือ หากใช้สูตรเดิมราคาจะอยู่ที่เท่าไร สูตรใหม่ลดลงเท่าไร และส่วนต่างถูกส่งต่อผ่านราคาขายปลีกหรือช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ในสัดส่วนใด ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า ประมาณการลดต้นทุนปีละ 1.08 หมื่นล้านบาทเกิดประโยชน์จริงมากน้อยเพียงใด




