NIA ควบ ‘ผู้ลงทุน-ผู้ตรวจรับรอง’ จับตาปมผลประโยชน์ทับซ้อน

10 ก.ค. 2569 - 12:56

  • การที่ NIA ลงทุนใน Startup อาจเป็นเรื่องหนึ่ง และการที่ NIA ตรวจคุณสมบัติบัญชีนวัตกรรมอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อมองรวมกัน คำถามใหญ่เกิดขึ้นทันที ถ้า NIA ลงทุนใน Startup รายหนึ่ง แล้ว Startup รายนั้นมายื่นขอขึ้นบัญชีนวัตกรรม ใครจะเป็นผู้ตรวจคุณสมบัติ

  • เพื่อรองรับภารกิจ NIA ได้ปรับโครงสร้าง ตามโครงสร้างใหม่ คำตอบทางระบบคือ NIA เป็นหน่วยตรวจคุณสมบัติ แต่คำตอบทางธรรมาภิบาลไม่ควรง่าย

  • ประเทศไทยมีระบบป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่แข็งแรงพอแล้วหรือยัง นี่คือคำถามที่ควรถูกตอบก่อนที่อำนาจใหม่จะถูกใช้จริงอย่างเต็มรูปแบบ

NIA ควบ ‘ผู้ลงทุน-ผู้ตรวจรับรอง’ จับตาปมผลประโยชน์ทับซ้อน

การยกระดับ #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ให้มีบทบาทมากขึ้น อาจเป็นข่าวดีของระบบนวัตกรรมไทย หากมองจากโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องการผลักดัน Startup, Deep Tech และ SMEs นวัตกรรมให้เติบโตจาก “งานวิจัย” ไปสู่ “ตลาดจริง” ในอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานรัฐหนึ่งเดียวถือเครื่องมือหลายชุดพร้อมกัน ทั้งการให้ทุน การร่วมลงทุน การส่งเสริม Startup การตรวจคุณสมบัติบัญชีนวัตกรรม และการเชื่อมต่อสินค้าเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ย่อมทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมา

NIA กำลังจะกลายเป็นทั้ง “ผู้ลงทุน” และ “ผู้ตรวจรับรอง” ในระบบนวัตกรรมไทยหรือไม่ และหากใช่ โครงสร้างใหม่นี้มีระบบป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเพียงพอแล้วหรือยัง

จากผู้ให้ทุน สู่ผู้ร่วมลงทุน

เดิม NIA เป็นที่รู้จักในฐานะหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม ผ่านเครื่องมืออย่างทุนสนับสนุน โครงการบ่มเพาะ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการพัฒนาระบบนิเวศ Startup

แต่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569 ทำให้บทบาทของ NIA ขยายไปไกลกว่านั้น โดยเอกสารกฎหมายที่ NIA เผยแพร่ระบุว่ามีพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่นี้อยู่ในหมวดกฎหมายของสำนักงาน ขณะที่สื่อด้านเทคโนโลยีรายงานว่า พ.ร.ฎ. ดังกล่าวเปิดทางให้ NIA ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วน หรือร่วมทุนได้ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน  

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเมื่อรัฐไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ให้ทุน” แต่เริ่มมีสถานะเป็น “ผู้ร่วมลงทุน” ย่อมเกิดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับเอกชน

รัฐไม่ได้เพียงสนับสนุนให้กิจการเดินหน้า แต่รัฐอาจมีผลประโยชน์ทางการเงินในกิจการนั้นโดยตรง และเมื่อมีผลประโยชน์ทางการเงิน คำถามเรื่องความเป็นกลางก็เกิดขึ้นทันที

อีกด้านหนึ่ง NIA กำลังจะตรวจบัญชีนวัตกรรม

ในเวลาใกล้เคียงกัน คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ให้ปรับโครงสร้างบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้ NIA ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยแทน สวทช. มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ส่วนสำนักงบประมาณยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบราคาและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยตามเดิม  กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ NIA จะเข้ามาอยู่ที่ “ประตูหน้า” ของบัญชีนวัตกรรมไทย

บัญชีนวัตกรรมไม่ใช่บัญชีธรรมดา เพราะเป็นกลไกที่ช่วยให้สินค้าและบริการนวัตกรรมไทยเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สำนักงบประมาณเองมีระบบสืบค้น บัญชีรายเดือน รายการที่ครบอายุสิทธิหรือยกเลิกบัญชี และสรุปรวมผลงานในบัญชีนวัตกรรมไทยเผยแพร่ต่อสาธารณะ  

ดังนั้น การได้ขึ้นบัญชีนวัตกรรมจึงไม่ใช่แค่การได้รับการรับรองเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการนวัตกรรมไทยเข้าใกล้ตลาดภาครัฐ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีน้ำหนักสูงต่อความอยู่รอดของ Startup หรือ SMEs นวัตกรรมจำนวนมาก

จุดตัดที่ต้องตั้งคำถาม

หากมองแยกกัน การที่ NIA ลงทุนใน Startup อาจเป็นเรื่องหนึ่ง และการที่ NIA ตรวจคุณสมบัติบัญชีนวัตกรรมอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อมองรวมกัน คำถามใหญ่เกิดขึ้นทันที ถ้า NIA ลงทุนใน Startup รายหนึ่ง แล้ว Startup รายนั้นมายื่นขอขึ้นบัญชีนวัตกรรม ใครจะเป็นผู้ตรวจคุณสมบัติ

ตามโครงสร้างใหม่ คำตอบทางระบบคือ NIA เป็นหน่วยตรวจคุณสมบัติ แต่คำตอบทางธรรมาภิบาลไม่ควรง่ายเช่นนั้นเพราะในกรณีนี้ NIA ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานรัฐที่ตรวจเอกสารอย่างเป็นกลาง แต่ NIA อาจมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียทางการเงินในบริษัทที่กำลังถูกตรวจ

หากบริษัทผ่านบัญชีนวัตกรรม โอกาสทางตลาดอาจเพิ่มขึ้น มูลค่ากิจการอาจดีขึ้น ความน่าเชื่อถือของบริษัทอาจสูงขึ้น และการลงทุนของ NIA ในบริษัทนั้นอาจได้รับประโยชน์ทางอ้อม นี่คือโครงสร้างที่สุ่มเสี่ยงต่อ conflict of interest โดยธรรมชาติ

ไม่จำเป็นต้องมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ความเสี่ยงก็มีอยู่แล้วจากโครงสร้างของอำนาจ ปัญหาไม่ใช่ NIA ลงทุนได้หรือไม่ได้ ประเด็นนี้ไม่ควรถูกตีความผิดว่า NIA ไม่ควรลงทุน หรือรัฐไม่ควรใช้เครื่องมือการลงทุนเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม ในหลายประเทศ รัฐมีบทบาทสำคัญในการสร้างตลาดและลดความเสี่ยงให้เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะ Deep Tech ที่เอกชนไม่กล้าลงทุนในช่วงต้น

ปัญหาจึงไม่ใช่ “รัฐลงทุนได้หรือไม่”

แต่คือ เมื่อรัฐลงทุนแล้ว รัฐจะออกแบบระบบคานอำนาจอย่างไร ไม่ให้หน่วยงานที่มีผลประโยชน์ในกิจการหนึ่ง กลายเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดสิทธิประโยชน์ของกิจการนั้นเอง นี่คือหัวใจของธรรมาภิบาล เพราะเงินที่ใช้ลงทุนยังเป็นเงินรัฐ อำนาจที่ใช้ตรวจรับรองยังเป็นอำนาจรัฐ และตลาดที่ถูกเปิดทางผ่านบัญชีนวัตกรรมก็คือตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เมื่อทั้งสามส่วนมารวมกันอยู่ในมือหน่วยงานเดียว ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก

จาก “ส่งเสริม” สู่ “ถือพอร์ต”

NIA อาจกำลังเปลี่ยนจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมนวัตกรรม ไปสู่หน่วยงานที่มีลักษณะคล้าย “ผู้จัดพอร์ตนวัตกรรมของประเทศ”

ภาพใหม่อาจเป็นเช่นนี้ NIA ให้ทุน NIA บ่มเพาะ NIA ร่วมลงทุน NIA ส่งเสริม Startup NIA ตรวจคุณสมบัติบัญชีนวัตกรรม และ Startup ที่ผ่านบัญชีอาจเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

หากระบบนี้ออกแบบดี ประเทศอาจได้เครื่องมือที่ทรงพลังมากในการพาธุรกิจนวัตกรรมจากห้องทดลองไปสู่ตลาดจริงแต่หากระบบนี้ออกแบบไม่ดี มันอาจกลายเป็นโครงสร้างที่รวมอำนาจมากเกินไป เพราะบริษัทที่อยู่ในเครือข่าย NIA อาจได้เปรียบบริษัทที่อยู่นอกเครือข่าย

บริษัทที่ได้รับทุนหรือเงินลงทุนจาก NIA อาจถูกมองว่าเข้าใกล้ประตูบัญชีนวัตกรรมมากกว่าผู้ประกอบการทั่วไปและหากไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลที่เข้มงวด สังคมก็จะไม่รู้ว่า บริษัทใดเป็นบริษัทที่ NIA เคยให้ทุน บริษัทใดเป็นบริษัทที่ NIA ลงทุน และบริษัทใดได้รับการตรวจรับรองจาก NIA ในภายหลัง

Firewall ต้องมาก่อน ไม่ใช่ตามหลัง คำถามสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ NIA มี firewall แล้วหรือยัง Firewall ในที่นี้ไม่ใช่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่คือกำแพงธรรมาภิบาลที่แยกอำนาจแต่ละด้านออกจากกันอย่างชัดเจน หาก NIA จะลงทุนใน Startup และตรวจคุณสมบัติบัญชีนวัตกรรมด้วย ต้องมีอย่างน้อย 5 หลักการ

ต้องเปิดเผยว่า Startup รายใดได้รับทุน ได้รับการสนับสนุน หรือได้รับการลงทุนจาก NIA

หากบริษัทที่ NIA มีส่วนได้เสียมายื่นบัญชีนวัตกรรม เจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนต้องไม่มีส่วนร่วมในการตรวจคุณสมบัติ

ต้องมีคณะกรรมการอิสระหรือผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาตรวจในกรณีที่มีความเสี่ยงด้าน conflict of interest

ผลการพิจารณาต้องมีเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร ตรวจสอบย้อนหลังได้

ต้องมีระบบเปิดเผยต่อสาธารณะว่า กรณีใดมีการประกาศ conflict และใช้มาตรการป้องกันอย่างไร

หากไม่มีหลักการเหล่านี้ คำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจะตามหลอกหลอนทุกครั้งที่บริษัทในเครือข่ายของ NIA ได้รับสิทธิหรือผ่านการรับรอง

สำนักงบประมาณคานอำนาจได้ แต่ไม่พอ

อาจมีผู้แย้งว่า สำนักงบประมาณยังเป็นผู้ตรวจสอบราคาและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย ดังนั้นระบบยังมีการคานอำนาจอยู่ คำตอบคือ ใช่ แต่คานอำนาจนั้นยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เพราะประเด็น conflict ที่กำลังพูดถึงไม่ได้อยู่แค่ “ราคา” แต่อยู่ที่ “คุณสมบัติ” และ “ความเป็นนวัตกรรม” ซึ่งเป็นด่านที่ NIA จะรับผิดชอบตามมติ ครม.

ถ้าด่านคุณสมบัติผ่านไปแล้ว ด่านราคาของสำนักงบประมาณเป็นเพียงอีกชั้นหนึ่งของกระบวนการ ไม่ใช่กลไกที่ตอบคำถามได้ทั้งหมดว่า ผู้ตรวจคุณสมบัติมีส่วนได้เสียกับผู้ถูกตรวจหรือไม่ ดังนั้น การมีสำนักงบประมาณอยู่ในระบบจึงช่วยคานอำนาจบางส่วน แต่ไม่สามารถแทนที่ firewall ภายใน NIA ได้

เรื่องนี้เชื่อมกับการแต่งตั้งผู้บริหารโดยตรง

ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อย้อนกลับไปดูข้อสงสัยเรื่องกระบวนการแต่งตั้งผู้บริหาร NIA ในปี 2568 เพราะตำแหน่งที่ถูกแต่งตั้งบางตำแหน่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเงินนวัตกรรม วิสาหกิจเริ่มต้น และธุรกิจนวัตกรรม หากผู้บริหารในตำแหน่งเหล่านี้จะมีบทบาทต่อการคัดเลือกโครงการ การสนับสนุนทุน การเชื่อมโยง Startup หรือการจัดวางกลไกลงทุนในอนาคต ความชอบด้วยกระบวนการแต่งตั้งย่อมไม่ใช่เรื่องภายในอีกต่อไป แต่มันเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของระบบทั้งหมด เพราะคนที่ถูกแต่งตั้งวันนี้ อาจเป็นคนที่มีบทบาทกำกับเงินทุนและประตูตลาดในวันพรุ่งนี้ ถ้ากระบวนการแต่งตั้งยังตอบข้อสงสัยไม่ได้ อำนาจใหม่ของ NIA ก็จะถูกตั้งคำถามตั้งแต่ก่อนเริ่มใช้งานเต็มรูปแบบ

ต้องเปิดเผยก่อนเกิดปัญหา

สิ่งที่ NIA ควรทำในเวลานี้ ไม่ใช่รอให้เกิดข้อกล่าวหาหรือข้อพิพาทเป็นรายกรณี แต่ควรเปิดเผยหลักธรรมาภิบาลเชิงระบบล่วงหน้า โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ 4 ชุด คือ

หลักเกณฑ์การลงทุนและการถือหุ้น

หลักเกณฑ์การคัดเลือก Startup ที่จะได้รับการลงทุน

หลักเกณฑ์การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

และหลักเกณฑ์กรณีบริษัทที่ได้รับทุนหรือการลงทุนจาก NIA มายื่นบัญชีนวัตกรรม

NIA มีเอกสารกฎหมาย ระเบียบ ประมวลจริยธรรม กฎบัตรตรวจสอบภายใน และนโยบาย No Gift Policy เผยแพร่อยู่แล้วบนเว็บไซต์ของสำนักงาน   แต่โจทย์ใหม่ในวันนี้ต้องมากกว่านั้น เพราะการไม่รับของขวัญเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำของความสุจริต แต่การเป็นทั้งผู้ลงทุนและผู้ตรวจรับรองต้องการมาตรฐานที่สูงกว่านั้นมาก

คำถามที่ NIA ควรตอบต่อสาธารณะ

คำถามที่ควรถาม NIA อย่างเป็นทางการมีอย่างน้อย 7 ข้อ NIA จะลงทุนใน Startup ผ่านโครงสร้างใด ใช้งบประมาณจากแหล่งใด และใครเป็นผู้อนุมัติ หากการลงทุนขาดทุน จะประเมินความรับผิดและความคุ้มค่าอย่างไรบริษัทที่ได้รับทุนหรือการลงทุนจาก NIA จะยื่นบัญชีนวัตกรรมได้หรือไม่ ถ้ายื่นได้ ใครเป็นผู้ตรวจคุณสมบัติ ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ที่เคยเกี่ยวข้องกับการลงทุนจะต้องถอนตัวจากการตรวจบัญชีนวัตกรรมหรือไม่ จะมีผู้เชี่ยวชาญภายนอกหรือหน่วยงานอิสระเข้ามาตรวจกรณี conflict หรือไม่ และจะเปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ว่า บริษัทใดในบัญชีนวัตกรรมเคยได้รับทุนหรือการลงทุนจาก NIA

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นคำถามปกติของระบบที่ใช้เงินรัฐและอำนาจรัฐ ยิ่ง NIA จะมีบทบาทมากขึ้น คำถามเหล่านี้ยิ่งต้องถูกตอบให้ชัดขึ้น

อำนาจใหม่ต้องมาพร้อมธรรมาภิบาลใหม่

การให้ NIA มีอำนาจลงทุนใน Startup และตรวจคุณสมบัติบัญชีนวัตกรรม อาจเป็นก้าวสำคัญของประเทศ หากเป้าหมายคือการสร้างระบบนวัตกรรมที่เชื่อมทุน เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน ก้าวสำคัญนี้จะกลายเป็นจุดเสี่ยงทันที หากไม่มีระบบป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่เข้มแข็งพอ เพราะในโลกของนวัตกรรม ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในโลกของเงินรัฐ ความโปร่งใสสำคัญกว่า NIA จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า อำนาจใหม่ที่ได้รับ ไม่ได้เป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ในมือคนกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการสร้างกลไกใหม่ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสอย่างเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยทุกคน

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า NIA ลงทุนเองได้หรือไม่ และไม่ใช่แค่ว่า NIA ตรวจบัญชีนวัตกรรมเองได้หรือไม่ แต่คือ เมื่อ NIA ทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน ประเทศไทยมีระบบป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่แข็งแรงพอแล้วหรือยัง นี่คือคำถามที่ควรถูกตอบก่อนที่อำนาจใหม่จะถูกใช้จริงอย่างเต็มรูปแบบ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์