กองทุนสวัสดิการรัฐบาลนอร์เวย์ซึ่งเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประกาศถอนการลงทุนจากบริษัทอุปกรณ์ก่อสร้างแคเตอร์พิลลาร์ของสหรัฐฯ เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามอิสราเอล-ฮามาส
ธนาคารกลางนอร์เวย์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนแห่งนี้ระบุว่า การตัดสินใจถอนการลงทุนจากแคเตอร์พิลลาร์เป็นเพราะบริษัทก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้ต่อการละเมิดสิทธิของบุคคลอย่างร้ายแรงในสถานการณ์สงครามและความขัดแย้ง โดยกองทุนถือหุ้นแคเตอร์พิลลาร์ 1.2% มูลค่า 24.4 พันล้านโครนนอร์เวย์ หรือประมาณ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
คณะกรรมการจริยธรรมชี้ชัดการละเมิด
สภาจริยธรรมของกองทุนออกแถลงการณ์ระบุว่า รถแทรกเตอร์ที่ผลิตโดยแคเตอร์พิลลาร์ถูกใช้โดยเจ้าหน้าที่อิสราเอลในการทำลายทรัพย์สินของชาวปาเลสไตน์อย่างผิดกฎหมาย คณะกรรมการเน้นย้ำว่า ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าผลิตภัณฑ์ของแคเตอร์พิลลาร์กำลังถูกใช้ในการกระทำที่ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมสากลอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ
ทั้งนี้ คณะกรรมการยังระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทแคเตอร์พิลลาร์ ไม่ได้ดำเนินมาตรการใดๆ เพื่อป้องกันการใช้งานในลักษณะดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขาดความรับผิดชอบขององค์กร
ถอนการลงทุนจากธนาคารอิสราเอล
นอกจากแคเตอร์พิลลาร์แล้ว กองทุนยังประกาศถอนการลงทุนจากธนาคารอิสราเอล 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารนานาชาติแห่งแรกของอิสราเอล, FIBI Holdings, Bank Leumi Le-Israel, Mizrahi Tefahot และ Bank Hapoalim เนื่องจากให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อสร้างการตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายในเวสต์แบงก์ซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล
นายกรัฐมนตรีสั่งทบทวนนโยบาย
เมื่อต้นเดือนนี้ กองทุนประกาศขายหุ้นบริษัทอิสราเอล 11 แห่ง หลังจากมีรายงานว่ากองทุนลงทุนในบริษัทผลิตเครื่องยนต์เจ็ตของอิสราเอลในช่วงที่สงครามในกาซายังคงดำเนินต่อไป เหตุการณ์นี้ทำให้นายกรัฐมนตรี Jonas Gahr Store สั่งให้รัฐมนตรีการคลังและอดีตเลขาธิการนาโต้ Jens Stoltenberg ทบทวนนโยบายการลงทุน
กองทุนสวัสดิการรัฐบาลนอร์เวย์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรายได้พลังงานอันมหาศาลของประเทศ มีการลงทุนในบริษัทมากกว่า 8,600 แห่งทั่วโลก การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของนอร์เวย์ในการรักษาหลักจริยธรรมและสิทธิมนุษยชนในการลงทุนระหว่างประเทศ




