OECD เปิดรายงาน Responsible Business Outlook 2026

25 ส.ค. 2569 - 09:57

  • บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุด 10,000 แห่งทั่วโลก พบ 69% มีการประกาศคำมั่นต่อประเด็นด้าน RBC อย่างน้อยหนึ่งเรื่อง แต่คำมั่นส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับนโยบาย ขณะที่การนำไปปฏิบัติจริงยังมีช่องว่าง

  • ครึ่งหนึ่งของบริษัทใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมในการคัดเลือกซัพพลายเออร์ แต่มีไม่ถึง 20% ที่รายงานว่ามีการประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ในประเด็นเหล่านี้

  • ประเทศสมาชิก OECD ถึง 84% มีกฎหมายหรือข้อกำหนดที่คาดหวังให้ภาคธุรกิจรายงานข้อมูลหรือทำ Due Diligence เพื่อประเมินและจัดการผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม สะท้อนว่ากติกาธุรกิจกำลังขยับจาก “สมัครใจ” ไปสู่ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้”

OECD เปิดรายงาน Responsible Business Outlook 2026

จาก “คำประกาศ” สู่คำถามว่า ลงมือทำจริงแค่ไหน

รายงาน 2026 OECD Responsible Business Outlook ถือเป็นการประเมินระดับโลกครั้งแรกของ OECD เกี่ยวกับการนำแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบไปใช้ในภาคเอกชนและนโยบายภาครัฐ

OECD วิเคราะห์ข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุด 10,000 แห่งทั่วโลกเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมทบทวนนโยบายของรัฐบาลใน 52 ประเทศ โดยใช้ OECD Guidelines for Multinational Enterprises on Responsible Business Conduct (MNE Guidelines) เป็นมาตรฐานสำคัญในการประเมิน

แนวทางดังกล่าวกำหนดกรอบให้บริษัทและนักลงทุนต้องพิจารณา ผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อ “คน โลก และสังคม” ไม่ใช่มองเพียงผลประกอบการทางการเงิน

ผลสำรวจพบว่า 69% ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่มีการประกาศคำมั่นเกี่ยวกับ RBC อย่างน้อยหนึ่งประเด็น

ประเด็นที่บริษัทให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ การต่อต้านคอร์รัปชันและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามด้วยแรงงานบังคับ แรงงานเด็ก และสิทธิมนุษยชน

แต่เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่า มีบริษัทน้อยกว่าครึ่งที่ประกาศเรื่องเสรีภาพในการรวมกลุ่มของแรงงาน และมีเพียงประมาณหนึ่งในสี่ที่มีคำมั่นเกี่ยวกับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

ขณะที่ 36% ของบริษัทขนาดใหญ่มีนโยบาย RBC แบบครอบคลุมหลายมิติ ทั้งประเด็นทางสังคม การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการต่อต้านคอร์รัปชัน

ในเชิงภูมิภาค ยุโรปมีการประกาศนโยบาย RBC สูงที่สุด ขณะที่จีนอยู่ในระดับต่ำที่สุด

ช่องว่างใหญ่ที่สุดอยู่ที่ “การลงมือทำ”

ประเด็นสำคัญที่ OECD พบไม่ใช่การที่บริษัทไม่มีนโยบาย แต่คือ บริษัทจำนวนมากมีนโยบายแล้ว แต่ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่ามีการระบุ ติดตาม ป้องกัน และแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบ

โดยบริษัทต่าง ๆ รายงานเกี่ยวกับ “นโยบายและระบบบริหารจัดการ” มากที่สุด คิดเป็น 45% ของแนวทางปฏิบัติทั้งหมดที่รายงานศึกษาครอบคลุม แต่เมื่อเป็นเรื่องการระบุและติดตามผลกระทบ ตลอดจนการรายงานผล กลับลดลงเหลือเพียง 25%

ส่วนการป้องกัน ลดผลกระทบ และเยียวยาผลกระทบ อยู่ที่ประมาณ 20% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสิ่งที่ OECD เรียกว่า Implementation Gap หรือ “ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติ”

ยุโรป เอเชียแปซิฟิกที่พัฒนาแล้ว และลาตินอเมริกา มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้มากกว่า ขณะที่จีน ตะวันออกกลาง และแอฟริกายังมีระดับการนำไปปฏิบัติที่ต่ำกว่า

ซัพพลายเชนคือจุดอ่อนสำคัญ

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือ ห่วงโซ่อุปทาน บริษัทขนาดใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งระบุว่าใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมในการคัดเลือกซัพพลายเออร์

แต่เมื่อถามว่ามีการประเมิน “ความเสี่ยง” ของซัพพลายเออร์ในประเด็นดังกล่าวหรือไม่ กลับมีไม่ถึง 20% ที่รายงานว่าดำเนินการ

ขณะที่ 25% ของบริษัทระบุว่ามีการอบรมหรือทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

ยิ่งไปกว่านั้น มีเพียง 7% ที่นำหลักเกณฑ์ด้านสังคมของห่วงโซ่อุปทานเข้าไปเชื่อมกับกระบวนการจัดซื้อ และมีเพียง 3% ที่เปิดเผยว่ามีการปรับปรุงด้านสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของโลกธุรกิจยุคใหม่ เพราะความรับผิดชอบของบริษัทไม่ได้จบลงแค่ภายในโรงงานหรือสำนักงาน แต่ขยายไปถึงบริษัทคู่ค้า ผู้รับเหมาช่วง และซัพพลายเออร์ทั้งหมด

สิทธิมนุษยชนยังเป็นพื้นที่ที่บริษัททำได้น้อย

เมื่อพูดถึงสิทธิมนุษยชน ตัวเลขจาก OECD ยิ่งสะท้อนช่องว่างชัดเจน มีบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกเพียง 8% ที่รายงานว่ามีการหารือหรือสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน

มีเพียง 17% ที่ระบุว่ามีกลไกรับเรื่องร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นทางการ และมีเพียง 10% ที่ให้คำมั่นว่าจะเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมของบริษัท

ตัวเลขเหล่านี้กำลังเปลี่ยนคำถามจาก “บริษัทมีนโยบายหรือไม่” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ เมื่อเกิดผลกระทบขึ้น บริษัทมีระบบรับฟัง แก้ไข และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจริงหรือไม่

รัฐบาลทั่วโลกกำลังเปลี่ยนเกมจาก “สมัครใจ” สู่ “Due Diligence” อีกด้านหนึ่ง รายงานพบว่าภาครัฐทั่วโลกกำลังยกระดับกติกาเรื่อง RBC อย่างต่อเนื่อง

ประเทศสมาชิก OECD ถึง 84% มีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการรายงานข้อมูลหรือการทำ Due Diligence ด้านผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ 67% ของประเทศที่ยึดถือ OECD Guidelines for Multinational Enterprises มีข้อกำหนดด้าน Due Diligence และยังมีประเทศนอกกลุ่มที่เริ่มนำแนวทางดังกล่าวมาใช้ด้วย

กฎระเบียบครอบคลุมทั้งการรายงานด้านความยั่งยืน การทำ Due Diligence และมาตรการที่เชื่อมโยงกับสินค้าและตลาด

ที่สำคัญ ประเทศที่มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ Due Diligence เหล่านี้รวมกันมีสัดส่วนประมาณ 55% ของ GDP โลก

จึงกล่าวได้ว่า Responsible Business Conduct กำลังขยับจากเรื่อง “ภาพลักษณ์และความสมัครใจ” ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการทำธุรกิจระหว่างประเทศ

OECD ชี้ 4 เรื่องที่รัฐบาลต้องทำ

OECD เสนอว่าภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจและสภาพแวดล้อมที่ทำให้บริษัทสามารถทำ Due Diligence ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมได้จริง และต้องมุ่งไปที่ “ผลลัพธ์” ไม่ใช่เพียงการมีเอกสารหรือนโยบาย

สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องประเมินว่ากฎหมาย การกำกับดูแล และกลไกตลาดสามารถผลักดันให้บริษัทจัดการผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อมได้มากพอหรือไม่

โดยเฉพาะกรณีที่ ความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทไม่ได้สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้คนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องลดอุปสรรคที่ทำให้บริษัทไม่สามารถทำ Due Diligence ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การขาดความรู้และบุคลากร ต้นทุนที่สูง ความขัดแย้งระหว่างกฎหมาย รวมถึงความกังวลเรื่องความรับผิดทางกฎหมายจากการประเมินและรายงานความเสี่ยง

ท้ายที่สุด OECD ย้ำว่า ระบบ Due Diligence ที่ดีต้องประกอบด้วย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ESG ยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ “มีนโยบายหรือไม่”

รายงาน OECD กำลังส่งสัญญาณสำคัญไปยังภาคธุรกิจทั่วโลกว่า เกมความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนไป

การมีนโยบาย ESG หรือการประกาศเจตนารมณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านคอร์รัปชัน อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เพราะคำถามสำคัญในอนาคตคือ บริษัทสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าได้ประเมินความเสี่ยง ป้องกันผลกระทบ แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจริง

ตัวเลข 69% จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

แต่ตัวเลข ไม่ถึง 20% ที่ประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ และ 8% ที่มีการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านสิทธิมนุษยชน กำลังบอกว่าโลกธุรกิจยังมีระยะทางอีกมากจาก “Responsible Business” บนกระดาษ ไปสู่ “Responsible Business” ในโลกความเป็นจริง

และนี่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญทั้งสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ นักลงทุน ซัพพลายเออร์ รวมถึงรัฐบาลไทย หากต้องการให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่กำลังยกระดับมาตรฐานความรับผิดชอบจาก “คำมั่น” ไปสู่ “หลักฐานที่ตรวจสอบได้”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


OECD เปิดรายงาน Responsible Business Outlook 2026