OECD เตือน นโยบายรัฐแบบ "แยกส่วน" ฉุดรั้งความก้าวหน้า SDG
รายงาน OECD หรือ องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยแพร่ รายงานฉบับใหม่ ระบุว่า ความพยายามในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประชาคมโลกกำลังชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล ผลจากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดด้านทรัพยากร ขยายตัวของเมือง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลทั่วโลกต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการเงินและการลดลงของความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา
ส่งผลให้การดำเนินนโยบายแบบแยกส่วนในด้านน้ำ พลังงาน อุตสาหกรรม และเมือง มีต้นทุนที่สูงขึ้นและบั่นทอนผลสัมฤทธิ์อย่างรุนแรง รายงานเตือนว่า การจัดทำนโยบายที่ไม่สอดคล้องกันไม่เพียงแต่ลดประสิทธิภาพของแก้ไขปัญหา แต่ยังสร้างผลกระทบข้างเคียงที่ส่งผลเสียทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทบทวนเป้าหมาย SDGs ที่ 6, 7, 9, 11 และ 17 OECD จึงเสนอให้เร่งปฏิรูประบบการบริหารจัดการเพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความสอดคล้องเชิงนโยบาย
ผลกระทบจากนโยบายที่ขาดการบูรณาการ
การทำงานแบบแยกส่วนสร้างผลกระทบลบเร่งด่วน 3 ประการ คือ ลดประสิทธิภาพการปฏิรูป ความสำเร็จในระบบหนึ่งอาจสร้างแรงกดดันให้อีกระบบ เช่น การขยายตัวของภาคพลังงานที่อาจเพิ่มความเครียดด้านการจัดการน้ำ เพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น การขาดความเชื่อมโยงในการตัดสินใจด้านโครงสร้างพื้นฐาน การวางผังเมือง และการลงทุน ทำให้เสียโอกาสและงบประมาณ ขยายความไม่เท่าเทียม นโยบายที่ไม่ประสานกันมักส่งผลกระทบเชิงลบและเพิ่มภาระต่อครัวเรือนรายได้น้อย รวมถึงผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs)
ทางออกผ่านแนวทางบูรณาการ
OECD ชี้ว่าการประสานนโยบายข้ามภาคส่วนและข้ามระดับรัฐบาล จะช่วยยกระดับการใช้งบประมาณที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านตัวอย่างแนวทางปฏิบัติจริง
5 วาระขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานสู่เป้าหมายปี 2030 OECD ได้เสนอวาระความสอดคล้องเชิงนโยบาย 5 ประการสำหรับภาครัฐ
สอดแทรกนโยบายบูรณาการ ดำเนินการสร้างความสอดคล้องให้เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
เสริมอำนาจศูนย์กลางการบริหารรัฐบาล (Centres of Government) เพื่อไกล่เกลี่ยและจัดการข้อแลกเปลี่ยน (trade-offs) ระหว่างกระทรวงอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
วางกลยุทธ์นวัตกรรมและการลงทุน ออกแบบนโยบายที่ส่งผลดีต่อเป้าหมาย SDGs หลายข้อพร้อมกัน ปรับปรุงฐานข้อมูลและทักษะ: ลงทุนในระบบข้อมูล ทักษะบุคลากร และศักยภาพของสถาบันทุกระดับอย่างต่อเนื่อง
ประสานเครื่องมือเชิงนโยบาย ปรับการวางแผน งบประมาณ กฎระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้าง และการประเมินผลให้มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน
รับมือกับการเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อนไปจนถึงหลังปี 2030 ได้อย่างมั่นคง
รายงาน OECD เตือนว่า ความพยายามในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประชาคมโลกกำลังชะลอตัวลง ผลจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดด้านทรัพยากร การเติบโตของเมือง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลทั่วโลกต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการเงินและการลดลงของงบประมาณช่วยเหลือ
ส่งผลให้การดำเนินนโยบายแบบต่างคนต่างทำในด้านน้ำ พลังงาน อุตสาหกรรม และเมือง มีต้นทุนสูงขึ้นและบั่นทอนผลสัมฤทธิ์อย่างรุนแรง การทำงานแบบแยกส่วนสร้างผลกระทบลบสำคัญ 3 ประการ คือ ลดประสิทธิภาพของการปฏิรูปเพราะความสำเร็จในด้านหนึ่งอาจไปสร้างภาระให้อีกด้านหนึ่ง เพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็นจากการขาดความเชื่อมโยงในการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน และขยายความไม่เท่าเทียมเนื่องจากนโยบายที่ไม่ประสานกันมักเพิ่มภาระแก่ครัวเรือนรายได้น้อยและผู้ประกอบการขนาดเล็ก
ทางออกสำคัญคือการใช้แนวทางบูรณาการข้ามภาคส่วนเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด ตัวอย่างเช่น การปรับใช้ เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เชื่อมโยงการจัดการขยะและน้ำเสียในเมืองเข้ากับนวัตกรรมอุตสาหกรรมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้แนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงภัยธรรมชาติและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง การจัดทำ ผังเมืองและการคมนาคมยั่งยืน ที่เชื่อมโยงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่อยู่อาศัย และระบบขนส่งเข้าด้วยกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจน การวางแผนน้ำและพลังงานร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนระยะยาวและสร้างความมั่นคงเชิงระบบ
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ OECD ได้เสนอ 5 วาระขับเคลื่อนภาครัฐ ได้แก่ การสอดแทรกนโยบาย บูรณาการในการตัดสินใจประจำวัน การเสริมอำนาจศูนย์กลางการบริหารรัฐบาลเพื่อไกล่เกลี่ยข้อแลกเปลี่ยนระหว่างกระทรวง การวางกลยุทธ์นวัตกรรมและการลงทุนที่ตอบโจทย์หลายเป้าหมายพร้อมกัน การลงทุนในระบบข้อมูลและทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และการประสานเครื่องมือเชิงนโยบาย
ทั้งการวางแผน งบประมาณ กฎระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้าง และการประเมินผลให้มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้แต่ละประเทศบริหารจัดการความเสี่ยงและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่หลังปี 2030 ได้อย่างมั่นคง




