รัฐจัดระบบกระจายน้ำมันเข้ม
สั่งรายงานทุกวัน ป้องกันกักตุนช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง
ปลัดกระทรวงพลังงานยืนยันภาครัฐเร่งจัดระบบกระจายน้ำมันและยกระดับความโปร่งใสทั้งห่วงโซ่ เพื่อควบคุมสถานการณ์การใช้น้ำมันที่พุ่งสูงผิดปกติ จากผลกระทบความตึงเครียดในตะวันออกกลาง พร้อมสั่งผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และผู้ค้าส่งรายงานข้อมูลทุกวัน ป้องกันการกักตุนและการใช้ผิดประเภท
ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาพประชาชนรอเติมน้ำมันหน้าสถานีจำนวนมาก แม้ปริมาณน้ำมันโดยรวมยังเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักเกิดจากการกระจายตัวไม่สมดุล โดยผู้ค้าน้ำมันเน้นส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการเป็นหลัก ทำให้ “จ๊อบเบอร์” หรือผู้ค้าส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระจายน้ำมันไปยังปั๊มขนาดเล็กและภาคอุตสาหกรรม ได้รับน้ำมันไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันราคาค้าส่งสูงกว่าหน้าปั๊ม ส่งผลให้ลูกค้าอุตสาหกรรมหันมาเติมน้ำมันที่สถานีบริการ ทำให้ความต้องการไปรวมตัวที่หน้าปั๊ม เกิดปัญหาความแออัดและระบบขนส่งไม่ทัน
ปลัดกระทรวงพลังงานระบุว่า มาตรการสำคัญในขณะนี้คือการสร้างความโปร่งใส โดยกำหนดให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และโรงกลั่น รวมถึงผู้ค้าส่งกว่า 200 ราย ต้องรายงานปริมาณน้ำมันที่ได้รับ ผลิต และจำหน่ายในแต่ละวันต่อกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการกระจายน้ำมันได้อย่างชัดเจน
“เมื่อมีข้อมูลครบถ้วน จะทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ และช่วยให้การกระจายน้ำมันไปยังจ๊อบเบอร์และสถานีบริการกลับมาใกล้เคียงระดับปกติ หากไม่มีการกักตุนหรือใช้ผิดประเภท ระบบจะสามารถรองรับความต้องการได้”
— ประเสริฐ กล่าว
ในด้านการกำกับดูแล ภาครัฐได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งพลังงานจังหวัด กระทรวงพาณิชย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด และตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีน้ำมันแต่ไม่จำหน่ายถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน หากสถานีใดปิดบริการ ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ทันที โดยจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ และหากพบว่าน้ำมันหมดจริง จะประสานผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 เติมน้ำมันให้โดยเร่งด่วน
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังผ่อนผันหลักเกณฑ์การสำรองน้ำมันชั่วคราว เพื่อลดข้อจำกัดในการบริหารสต๊อก และเปิดทางให้ผู้ค้านำน้ำมันออกสู่ตลาดได้มากขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มสูงในช่วงวิกฤต
ด้าน สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ประมาณ 80 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่เฉลี่ย 84 ล้านลิตรต่อวัน และบางวันพุ่งสูงถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้ต้องนำสต๊อกสำรองออกมาใช้เพื่อเสริมสภาพคล่อง
ขณะเดียวกัน ได้มีคำสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานข้อมูลทุกวันภายในเวลา 18.00 น. หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนกรณีตรวจพบการกักตุนน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ปริมาณกว่า 330,000 ลิตร ขณะนี้กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินคดีแล้ว หลังพบเอกสารการขนส่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอยู่ระหว่างส่งตัวอย่างน้ำมันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเพิ่มเติม
ปลัดกระทรวงพลังงานย้ำว่า แม้สถานการณ์การใช้น้ำมันจะผันผวน แต่ระดับน้ำมันสำรองของประเทศยังอยู่ในกรอบ 90–100 วัน ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และไม่จำเป็นต้องรอรอบโควตาใหม่ในเดือนเมษายน เนื่องจากภาครัฐได้ผ่อนคลายเงื่อนไขเพื่อให้สามารถเติมน้ำมันเข้าสู่ระบบได้ทันที
ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการกักตุนและรักษาเสถียรภาพพลังงานในช่วงที่สถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอนสูง




