ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค สถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานภายในประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยผลการปรับปรุงประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด หลังตรวจสอบข้อมูลหนี้เงินชดเชยคงค้างจากผู้ค้าน้ำมัน พบว่ายอดหนี้จริงต่ำกว่าประมาณการเดิม ส่งผลให้ภาระหนี้คงค้างลดลงกว่า 7,000 ล้านบาท
สกนช. รายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศมีความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ
ภายหลังการตรวจสอบข้อมูลปริมาณหนี้เงินชดเชยคงค้างจากผู้ค้าน้ำมัน ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่าข้อมูลจริงมีความแตกต่างจากประมาณการเดิมค่อนข้างมาก จึงมีการปรับปรุงประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้สะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น
ผลการปรับปรุงข้อมูลส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 57,523 ล้านบาท โดยยอดเจ้าหนี้เงินชดเชยคงค้างจริงต่ำกว่าประมาณการเดิม 7,002 ล้านบาท แบ่งเป็นเจ้าหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 6,731 ล้านบาท และเจ้าหนี้เงินชดเชยก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลง 271 ล้านบาท
ขณะที่ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ติดลบ 58,498 ล้านบาท แยกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 19,647 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 38,851 ล้านบาท
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการประชุมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ตามข้อเสนอของ สกนช. พร้อมมอบหมายให้มีการทบทวนและสอบทานประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ เป็นประจำทุกสิ้นเดือน เพื่อยกระดับความแม่นยำของข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนท่ามกลางภาวะตลาดพลังงานที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง



