น้ำมันขยับรับแรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง รัฐเร่งอัดมาตรการคุมราคา-เพิ่มซัพพลาย ย้ำไม่ขาดแคลน
สถานการณ์พลังงานโลกที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เริ่มส่งแรงกระเพื่อมถึงไทยอย่างชัดเจน ล่าสุด ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับขึ้นแล้วในวันนี้ (18 มี.ค. 2569) โดย ดีเซลปรับขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร และ แก๊สโซฮอล์ 95 ปรับขึ้น 1 บาทต่อลิตร สะท้อนต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามตลาดโลก
การปรับราคาครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ซึ่งเป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการติดตามและรับมือวิกฤติพลังงาน โดยมี อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็นผู้แถลงมาตรการสำคัญ

‘ขึ้นแบบคุมเกม’ ดีเซลไม่เกิน 33 บาท/ลิตร
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการ ‘ทยอยขยับ’ ไม่ให้กระทบประชาชนและต้นทุนสินค้าเกินไป โดยกำหนดเพดานราคาดีเซล ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร จากเดิมตรึงไว้ที่ 30 บาท
• ดีเซล B7 เริ่มขยับขึ้น 50 สตางค์
• ใช้วิธีปรับขึ้น-ลงตามสถานการณ์ ไม่ให้เกิดภาวะ ‘ช็อกราคา’
พร้อมย้ำว่า การปรับราคาจะพิจารณาเป็นระยะตามสถานการณ์ ไม่ให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง
ในด้านความมั่นคงพลังงาน ไทยได้เร่งกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง ด้วยการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งใหม่เพิ่มเติมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมกว่า 2.7 ล้านบาร์เรล ทั้งจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคและจากสหรัฐฯ ส่งผลให้ปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศเพิ่มขึ้นเป็นราว 101 วัน ถือเป็นกันชนสำคัญในช่วงที่ตลาดโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง
แม้ปริมาณน้ำมันในระบบจะยังเพียงพอ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นกลับไปปรากฏที่ ‘ปลายทาง’ โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากความกังวลของประชาชนทำให้มีการเร่งเติมน้ำมันมากกว่าปกติ ยอดใช้งานบางวันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่งผลให้รอบการขนส่งน้ำมันไม่ทันต่อความต้องการ กลายเป็นคอขวดของระบบชั่วคราว
รัฐบาลจึงเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ตั้งแต่การสั่งห้ามส่งออกน้ำมันชั่วคราว ที่เริ่มมาตั้งแต่ 16 มี.ค.69 เพื่อเก็บสำรองใช้ในประเทศ การให้โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง ไปจนถึงการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการขนส่ง เช่น เวลาเดินรถของรถบรรทุกน้ำมัน และการเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับน้ำมันจากคลัง (เปิดคลังให้รถขนน้ำมันเข้า-ออก 24 ชม. 7 วัน) เพื่อให้สามารถกระจายเชื้อเพลิงได้รวดเร็วขึ้น พร้อมผ่อนปรนเวลาวิ่งรถบรรทุกน้ำมัน เพิ่มรอบขนส่ง เพื่อแก้ปัญหารถขนน้ำมันไม่พอ
ดัน ‘น้ำมันชีวภาพ’ ลดภาระนำเข้า
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลใช้จังหวะนี้เร่งปรับโครงสร้างพลังงาน โดยส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตได้ในประเทศมากขึ้น ทั้งการคงมาตรฐานดีเซล B7 และเพิ่มทางเลือกอย่าง B10 และ B20 รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเบนซินให้ E20 มีราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 อย่างชัดเจน เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้เชื้อเพลิงทางเลือก ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกในระยะยาว
โดยฝั่งดีเซล
• ยกระดับจาก B5 สู่ B7 (มาตรฐานหลัก)
• เพิ่มทางเลือก B10 และ B20
- B10 ถูกกว่า B7 ราว 2 บาท
- B20 ถูกกว่าถึง 5 บาท (เน้นรถใหญ่)
ฝั่งเบนซิน
• ปรับโครงสร้างราคา
- E10 (แก๊สโซฮอล์ 95) ขึ้น 1 บาท
- E20 ลดลงประมาณ 79 สตางค์
• ทำให้ E20 ถูกกว่า E10 ขยายเป็น ‘ประมาณ 5 บาท’
รัฐบาล “ส่งสัญญาณชัด” ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนนำเข้าและพึ่งพาต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้าคุมเข้มการกักตุนและการค้ากำไรเกินควร โดยส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจทั้งคลังน้ำมันและสถานีบริการ เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณน้ำมันในระบบถูกกระจายออกจริง และไม่ถูกกักไว้เพื่อเก็งกำไร
ทั้งนี้ แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มปรับขึ้นตามแรงกดดันจากต่างประเทศ แต่กลไกภายในประเทศยังคงถูกบริหารอย่างใกล้ชิด ทั้งการดูแลราคา การเพิ่มปริมาณสำรอง และการแก้ปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ โดยรัฐบาลยืนยันชัดว่าน้ำมันไม่ได้ขาดแคลนเพียงแต่ต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลระบบให้สอดรับกับความต้องการที่พุ่งขึ้นในช่วงวิกฤติ และคาดว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายเมื่อการขนส่งกลับมาเดินได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง




