ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 4% ในวันจันทร์ หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางทหารรอบใหม่ต่ออิหร่าน อันเป็นผลจากการปะทะที่ทวีความรุนแรงในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปรับตัวลง โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์กรุงโซลร่วงหนักที่สุดกว่า 5%
ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ
เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านโจมตีเรือสินค้าพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอาทิตย์ จนลูกเรือต้องละทิ้งเรือที่ถูกไฟเผาไหม้ ต่อมาอิหร่านประกาศผ่านสำนักข่าวทางการ IRNA ว่า "ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดจนกว่าจะสิ้นสุดการแทรกแซงของอเมริกาในภูมิภาคนี้" กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าช่องแคบ "เปิดให้เรือทุกลำที่ต้องการผ่านโดยชอบด้วยกฎหมาย"
ตลาดน้ำมันและความกังวลเงินเฟ้อ
สัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate พุ่งขึ้น 4.3% แตะ 74.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือปรับตัวขึ้น 4.2% อยู่ที่ 79.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความผันผวนดังกล่าวจุดชนวนความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจบังคับให้ธนาคารกลางหลายแห่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ฟาวาด ราซักซาดา นักวิเคราะห์ตลาดจาก Forex.com ระบุว่า "ใครๆ ก็จินตนาการได้ไม่ยากว่าสถานการณ์อาจบานปลายอย่างรวดเร็ว" อย่างไรก็ตาม ฟาเบียน ยิป นักวิเคราะห์จาก IG มองว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะพุ่งสูงถึงระดับที่เคยเกิดขึ้นช่วงเริ่มต้นสงคราม เนื่องจากอุปสงค์ฟื้นตัวช้าและปริมาณน้ำมันในตลาดยังอยู่ในระดับล้นเกิน
ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงหนัก
ดัชนี Kospi ของกรุงโซลดิ่งลง 5% ปิดที่ 7,104.14 จุด ขับเคลื่อนโดยหุ้น SK Hynix ที่ร่วงกว่า 10% และ Samsung ที่ลดลงกว่า 6% สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีและการลงทุนในกลุ่ม AI ด้านโตเกียวดัชนี Nikkei 225 ลดลง 1.1% ขณะที่ตลาดเซี่ยงไฮ้และสิงคโปร์ก็ปรับตัวลงเช่นกัน
จับตาผลประกอบการและทิศทาง AI
นักลงทุนเตรียมรับรายงานผลประกอบการสำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ TSMC ยักษ์ใหญ่ชิปจากไต้หวัน และ ASML จากเนเธอร์แลนด์ รวมถึงธนาคารวอลล์สตรีทอย่าง JP Morgan, Bank of America และ Goldman Sachs ซึ่งตลาดจะจับตาสัญญาณทิศทางอุตสาหกรรม AI อย่างใกล้ชิด




