พิพัฒน์ เรียกโรงกลั่นถกด่วน หลังค่ากลั่นพุ่งถึง 6 บาท รับแรงกระแทกสงครามตะวันออกกลาง

12 มี.ค. 2569 - 18:55

  • รมว.พิพัฒน์ เรียกประชุมผู้บริหารโรงกลั่น 13 มี.ค. ถกด่วน เหตุค่าการกลั่นพุ่งจาก 2 บาทเป็น 6 บาท

  • รัฐบาลยังตรึงราคาดีเซล 29.94 บาทถึง 16 มี.ค. กองทุนน้ำมันชดเชยวันละราว 3,000 ล้านบาท

  • เหตุระเบิดเรือไทยใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ยังสอบสาเหตุ ยืนยันไม่มีเรือไทยตกค้างในพื้นที่เสี่ยง

พิพัฒน์ เรียกโรงกลั่นถกด่วน หลังค่ากลั่นพุ่งถึง 6 บาท รับแรงกระแทกสงครามตะวันออกกลาง

‘พิพัฒน์’ เรียกประชุมผู้บริหารโรงกลั่นน้ำมันด่วน 13 มีนาคมนี้ หลังค่าการกลั่นพุ่งจากระดับราว 2 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6 บาท หวั่นกระทบราคาพลังงานในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ยังตึงเครียด พร้อมยืนยันรัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลถึงวันที่ 16 มีนาคมนี้ ขณะที่เหตุระเบิดเรือสินค้าไทย ‘มยุรีนารี’ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เปิดเผยว่า ความรุนแรงในตะวันออกกลางระหว่าง อิสราเอล สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

รัฐบาลจึงเตรียมเรียกประชุมผู้บริหารโรงกลั่นน้ำมันในวันที่ 13 มีนาคม เวลา 10.00 น. เพื่อหารือถึงสาเหตุที่ค่าการกลั่นปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยต้องการรับฟังเหตุผลจากผู้ประกอบการว่าปัจจัยใดทำให้ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นราว 4 บาทต่อลิตร จากเดิมประมาณ 2 บาทเป็นระดับใกล้ 6 บาท ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันในประเทศ

ทั้งนี้ หลังการประชุมคาดว่าจะมีการแถลงผลการหารือที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเที่ยง

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังคงมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม จนถึงวันที่ 16 มีนาคม หลังจากนั้นในวันที่ 17 มีนาคม จะมีการพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาอีกครั้ง

ในช่วงนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเข้ามาชดเชยราคาน้ำมันประมาณวันละ 3,000 ล้านบาท แม้ว่าก่อนหน้านี้สถานะกองทุนจะมีเงินบวกประมาณ 2,500 ล้านบาท แต่การอุดหนุนราคาทำให้มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะติดลบ

“เหตุการณ์สงครามครั้งนี้เราไม่อยากให้เกิด แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ ราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้นทำให้กองทุนน้ำมันต้องเข้ามาช่วยดูแลเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบทันที” พิพัฒน์ กล่าว

สำหรับโครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของไทยนั้น กระทรวงพลังงานประเมินว่า น้ำมันที่ซื้อผ่านตลาดโลกประมาณครึ่งหนึ่งมีเส้นทางผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ขณะที่อีกประมาณ 50% ไม่ได้ผ่านเส้นทางดังกล่าว โดย PTT ยังสามารถจัดหาน้ำมันได้ตามปกติ แม้ราคาจะขึ้นอยู่กับตลาดกลางของแต่ละภูมิภาค

ในส่วนของเหตุระเบิดเรือสินค้าไทย “มยุรีนารี” ซึ่งถูกโจมตีบริเวณท้ายเรือหลังขนส่งสินค้าเสร็จใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างเดินทางกลับนั้น มีลูกเรือทั้งหมด 23 คน โดยหน่วยนาวิกโยธินของ โอมาน ได้ช่วยเหลือลูกเรือได้แล้ว 20 คน ส่วนอีก 3 คนยังอยู่ระหว่างการค้นหา

พิพัฒน์ บอกด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุของเหตุระเบิดได้ แม้จะมีรายงานว่า อิหร่าน ยอมรับว่าเป็นผู้ยิงระเบิด แต่รายละเอียดของเหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเรือสัญชาติไทยลำสุดท้ายได้ผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว ทำให้ขณะนี้ไม่มีเรือไทยตกค้างอยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว

พิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังคงพยายามดูแลความเป็นธรรมด้านราคาพลังงานให้กับผู้ใช้น้ำมันทุกภาคส่วน ทั้งประชาชนทั่วไป ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้าส่งหรือ ‘จ็อบเบอร์’ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากส่วนต่างราคาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงสถานการณ์สงคราม

ทั้งนี้ รัฐบาลย้ำว่าการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามโลกที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายโดยเร็วเพื่อลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์