ค่าขนส่งขึ้นแล้ว 10% ทั่วประเทศ กระทบลูกโซ่ทั้งระบบ ประธานสหพันธ์ฯ จี้รัฐรื้อโครงสร้างราคาพลังงานด่วน!

2 เม.ย. 2569 - 19:27

  • ค่าขนส่งทั้งระบบขึ้น 10% แล้วตั้งแต่ 1 เม.ย. 2569 ครอบคลุมรถ 6-7 ประเภท กว่า 1.5 ล้านคันทั่วประเทศ พร้อมเตรียมขึ้นอีก 15% และสูงสุด 20-30% หากราคาน้ำมันยังไม่หยุดพุ่ง

  • กระทบลูกโซ่ทุกภาคส่วน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค เกษตร อุตสาหกรรม และนำเข้า-ส่งออก โดย SME และเกษตรกรจะรับแรงกระแทกก่อนใคร เสี่ยงลุกลามสู่เงินเฟ้อและกำลังซื้อหดตัว

  • จี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ชี้ต่างประเทศกล้ายกเลิกภาษีพลังงานช่วยประชาชน พร้อมตั้งคำถามน้ำมันดีเซลหายปริศนา 17 ล้านลิตร/วัน และยืนยันพร้อมลดค่าขนส่งทันทีหากน้ำมันลง

ค่าขนส่งขึ้นแล้ว 10% ทั่วประเทศ กระทบลูกโซ่ทั้งระบบ ประธานสหพันธ์ฯ จี้รัฐรื้อโครงสร้างราคาพลังงานด่วน!

‘ดร.ทองอยู่ คงขันธ์' ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการปรับขึ้นค่าขนส่งทั่วประเทศเริ่มมีผลแล้วในวันนี้ (1 เม.ย.69) ว่าสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ บังคับใช้อัตราค่าขนส่งใหม่ตั้งแต่ 1 เม.ย. แล้ว หลังต้นทุนน้ำมันพุ่งไม่หยุด ประธานสหพันธ์ฯ ยืนยันขึ้นแบบขั้นบันได ไม่กระชากทีเดียว แต่เตือนคนรากหญ้า-SME รับผลกระทบก่อนใคร พร้อมวิงวอนรัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

ทันทีที่สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย บังคับใช้อัตราค่าขนส่งใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว ครอบคลุมรถขนส่ง 6-7 ประเภท กว่า 1.5 ล้านคันทั่วประเทศ หลังที่ประชุมมีมติว่าไม่อาจแบกรับต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่องได้อีกต่อไป

ประธานสหพันธ์ฯ อธิบายว่าต้นทุนน้ำมันคิดเป็น 45-50% ของต้นทุนการขนส่งทั้งหมด และราคาน้ำมันปรับขึ้นจากประมาณ 30 บาทในอดีตมาอยู่ที่ 40 กว่าบาทแล้วในวันนี้ และยังมีข่าวว่าจะขึ้นอีก 3 บาทในวันพรุ่งนี้ (2 เม.ย.) ซึ่งจะทำให้แตะระดับ 43 บาทกว่า

ขึ้น 3 ขั้นบันได ไม่กระชากทีเดียว

การปรับครั้งนี้ออกแบบให้ทยอยขึ้นเป็นขั้นบันได ไม่ใช่ขึ้นพรวดเดียวแบบที่ราชการมักทำจนประชาชนรู้สึกผิดหวัง โดยมีแนวทางดังนี้

- บันไดขั้นที่ 1 — ปรับขึ้น 10% ซึ่งมีผลแล้วตั้งแต่วันนี้

- บันไดขั้นที่ 2 — ปรับขึ้นอีก 15%

- บันไดขั้นที่ 3 — ปรับขึ้น 20-30% ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันและสถานการณ์โลก

เหตุผลที่ต้องขึ้นเป็นขั้นบันได เพราะทุกๆ 1 บาทที่น้ำมันปรับขึ้น จะดันต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งระบบเพิ่มขึ้น 3-5% ทันที ซึ่งตอนนี้น้ำมันขึ้นมาแล้วกว่า 10 บาท หมายความว่าต้นทุนที่แท้จริงเพิ่มไปแล้วราว 30% แต่สหพันธ์ฯ เลือกไม่ผลักภาระทั้งหมดไปครั้งเดียว

สำหรับสมาชิกที่มีสัญญากับผู้ว่าจ้างอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน ราย 6 เดือน หรือรายปี สหพันธ์ฯ เปิดให้ไปเจรจาปรับอัตราตามกรอบข้อตกลงกันเองก่อน โดยอาจขึ้น 10% หรือ 20% ตามที่ตกลงกันได้ แล้วค่อยดูสถานการณ์น้ำมันและมาตรการรัฐบาลในระยะต่อไป

คนรากหญ้า-SME รับผลกระทบก่อนใคร

ประธานสหพันธ์ฯยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าขนส่งครั้งนี้จะกระทบเป็นลูกโซ่ทันที ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม รวมถึงสินค้านำเข้า-ส่งออก และการขนส่งผ่านแดน-ข้ามแดน ไม่มีใครรอดพ้น

กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผู้ประกอบการ SME และเกษตรกร ที่จะรับแรงกระแทกก่อนใคร เพราะไม่มีกันชนด้านต้นทุนเหมือนรายใหญ่ ขณะที่ประชาชนรากหญ้าจะเผชิญกับราคาสินค้าที่แพงขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีความเสี่ยงลุกลามสู่ภาวะเงินเฟ้อ กำลังซื้อหด และปัญหาความยากจนที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

จับตาสงครามอ่าวเปอร์เซีย ตัวแปรสำคัญที่คาดเดายาก

ทิศทางค่าขนส่งในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์น้ำมันโลกเป็นหลัก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่แต่ละฝ่ายให้ภาพต่างกัน ทรัมป์คาดว่าจะจบใน 4-5 สัปดาห์ เนทันยาฮูประเมิน 6 สัปดาห์ ขณะที่อิหร่านบอกว่าหากเป็นสงครามทางอากาศล้วนๆ สามารถยืนระยะได้ถึง 6 เดือน

หากแม้สงครามจะยุติ ประธานสหพันธ์ฯเตือนว่าราคาน้ำมันก็ไม่อาจลดลงได้ทันที เพราะประเทศที่อยู่ในสงครามต้องใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันที่ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตามหากราคาน้ำมันกลับลงมาจริง สหพันธ์ฯ ยืนยันพร้อมลดค่าขนส่งตามทันที เช่นเดียวกับที่เคยทำมาในปี 2526, 2551 และช่วงโควิด

เสนอนำเข้าน้ำมันรัสเซีย-ตั้งคำถามน้ำมันหาย 17 ล้านลิตร/วัน

ประธานสหพันธ์ฯ เสนอให้รัฐบาลพิจารณานำเข้าน้ำมันจากรัสเซียที่เสนอราคาถูกกว่าตลาด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในช่วงวิกฤต โดยยืนยันว่าโรงกลั่นของไทยรองรับได้ รวมถึงไทยออยล์ในเครือ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ

ขณะเดียวกันยังตั้งคำถามถึงปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลที่พุ่งผิดปกติ จาก 60 ล้านลิตรต่อวัน ขยับสู่ 84 ล้านลิตร โดยฝากสื่อมวลชนและประชาชนช่วยกันติดตามว่าน้ำมันที่หายไปราว 17 ล้านลิตรต่อวันนั้นไปอยู่ที่ใด และใครได้ประโยชน์จากการปล่อยให้น้ำมันลอยตัว

วิงวอนรัฐบาลกล้าปฏิรูป อย่าปล่อยให้ประชาชนแบกคนเดียว

ประธานสหพันธ์ฯ ฝากถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องกล้าปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบอย่างจริงจัง ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า โดยยกตัวอย่างหลายประเทศที่ยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีพลังงานชั่วคราวเพื่อแบ่งเบาภาระประชาชนในช่วงวิกฤต ซึ่งไทยยังไม่เห็นมาตรการในทิศทางนี้

พร้อมเรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ลดราคาสินค้าลงด้วยเมื่อถึงเวลาที่น้ำมันลง เพราะที่ผ่านมาสินค้ามักขึ้นง่ายแต่ลงยาก

ด้านภาคขนส่งเอง จะนำเทคโนโลยี GPS ระบบสมาร์ทโฟน และ IT เข้ามาลดการวิ่งเที่ยวเปล่า ให้ทุกเที่ยวที่วิ่งมีสินค้าและมีรายได้ ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน หันมาใช้ขนส่งสาธารณะหรือแชร์รถกันเท่าที่ทำได้

"ตอนนี้พี่น้องประชาชนเลือดตาแทบกระเด็นอยู่แล้ว ถ้าทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน หนักก็จะกลายเป็นเบาได้" ประธานสหพันธ์ฯกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้วิกฤตนี้ตกเป็นภาระของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์