สรุปไฮไลต์ Paris Haute Couture Week 2026: เมื่อเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาค บรรจบโลกนิทาน และเงาสงครามตะวันออกกลาง
งานสัปดาห์แฟชั่นชั้นสูง Paris Haute Couture Week ฤดูกาลล่าสุดปิดฉากลงอย่างน่าจดจำ ท่ามกลางคลื่นความร้อนระลอกใหม่ในปารีสที่ทำเอาเหล่าเซเลบริตี้ต้องปาดเหงื่อ แต่ความร้อนแรงบนรันเวย์นั้นระอุยิ่งกว่า เมื่อเหล่านักออกแบบชั้นนำต่างงัดไม้เด็ดที่ผสมผสานทั้งวิทยาศาสตร์ เทพนิยาย และประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์โลกมาประชันกัน และนี่คือที่สุดของโมเมนต์ที่โลกแฟชั่นต้องจารึกในฤดูกาลนี้
ชุดเรืองแสงจาก "เครื่องเร่งอนุภาค"
ไอริส ฟาน เฮอร์เปน (Iris van Herpen) ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการผสานเทคโนโลยีสร้างเสียงฮือฮาที่สุดในซีซัน ด้วยมินิเดรสเรืองแสงสีเขียวสดใสที่ดูผิวเผินคล้ายใบกะหล่ำปลี แต่เบื้องหลังคือการนำผ้าไป "ชาร์จพลังงานในเครื่องเร่งอนุภาค (Particle Accelerator)" จนเนื้อผ้ากลายเป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน และปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาเป็นลวดลายเรืองแสงสุดล้ำ
ขณะที่แบรนด์ระดับตำนานอย่าง ชิอาปาเรลลี (Schiaparelli) ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ส่งคอร์เซ็ตซิลิโคนแมตช์คู่กับกระโปรงพู่ที่ซ่อนระบบเรืองแสงส่องสว่างออกมาจากภายในเช่นกัน
เทพนิยายวัยเด็ก... ในเวอร์ชันไม่ไร้เดียงสา
หลายแบรนด์พาย้อนเวลากลับไปหาแรงบันดาลใจจากนิทานกริมม์และเรื่องเล่าในวัยเด็ก แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง ชาแนล (Chanel) ภายใต้การนำของ มัตเยอ บลาซี (Matthieu Blazy) นำเสนองานปักลวดลายต้นไม้เลื้อยและเสื้อโค้ตที่ดูคล้ายฟางข้าว ซึ่งอ้างอิงถึงนิทานเรื่อง "แจ็คกับต้นถั่ววิเศษ" และ "โกลดิล็อกส์"
ส่วนดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง โรเบิร์ต วัน (Robert Wun) นำเสนอเทพนิยายสไตล์ดาร์กๆ ชวนนึกถึงภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน ตีความซินเดอเรลล่าและหมาป่าใจร้ายออกมาผ่านเสื้อผ้าสีจัดจ้านสะดุดตา
แฟชั่น "กลับด้าน" พลิกโฉมในพริบตา
อเล็กซิส มาบีย์ (Alexis Mabille) ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส ตั้งคำถามว่า "ทำไมเสื้อผ้าต้องอยู่เฉยๆ?" นำมาสู่คอลเลกชัน "Dual" ที่ทุกชิ้นสามารถใส่กลับด้านได้ (Reversible) โดยจัดแสดงใต้โดมคอนกรีตสุดดิบชานกรุงปารีส เสื้อโค้ตตัวหนาและชุดราตรีกำมะหยี่สีดำสนิทถูกถอดและพลิกกลับด้านกลายเป็นชุดสีทองและเงินระยิบระยับในพริบตา สร้างความทึ่งให้กับผู้ชมทั้งฮอลล์
ซอฟต์พาวเวอร์ "อินเดีย" บุกรันเวย์โอตกูตูร์
สมาพันธ์แฟชั่นชั้นสูงฝรั่งเศส (FHCM) เดินหน้าเปิดรับความหลากหลาย ล่าสุด มานิช มัลโหตรา (Manish Malhotra) ดีไซเนอร์ชื่อดังสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาวอินเดียคนที่ 4 ที่ได้เข้าสู่ปฏิทินปารีสโอตกูตูร์อย่างเป็นทางการ โดยเขาทำโชว์นี้เพื่ออุทิศให้คุณแม่ผู้ล่วงลับ ขณะที่เพื่อนร่วมชาติอย่าง ราฮุล มิชรา (Rahul Mishra) ก็นำเสนองานปักสุดวิจิตรที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพสลัก "ถ้ำอชันตา" มรดกโลกทางพุทธศาสนาอันโด่งดังของอินเดีย
เงาสงครามและความหวังของตะวันออกกลาง
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2026 จากเหตุการณ์สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อยอดขายแฟชั่นทั่วโลกและดีไซเนอร์ในพื้นที่ รามี อัล อาลี (Rami Al Ali) ดีไซเนอร์ชาวซีเรียที่พำนักในดูไบ เปิดเผยว่าเขาต้องออกแบบคอลเลกชันนี้ท่ามกลางเสียงขีปนาวุธและโดรนที่บินผ่านเมืองบ้านเกิด โดยเขาเลือกใช้ความหวัง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความปรารถนาในสันติภาพมาเป็นแรงผลักดัน และหวังว่าสถานการณ์จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงปลายปีนี้
เมื่อ "ผู้ชาย" ก้าวเข้ามาเขย่าโลกโอตกูตูร์
อีกหนึ่งเทรนด์ที่ชัดเจนคือการทลายเส้นแบ่งทางเพศในโลกแฟชั่นชั้นสูง มีดาราชายระดับเอลิสต์ตบเท้าเข้าร่วมชมโชว์อย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นนักร้องซูเปอร์สตาร์ แบด บันนี่ (Bad Bunny) ในชุดสูทสีเหลืองพาสเทลที่โชว์ Schiaparelli, เปโดร ปาสกาล (Pedro Pascal) ที่โชว์ Chanel และ จอช โอ'คอนเนอร์ (Josh O'Connor) ที่โชว์ Dior สะท้อนว่าผู้ชายยุคนี้หันมาหลงใหลและแต่งตัวด้วยงานคราฟต์ระดับโอตกูตูร์กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด




