เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยในงานประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดขึ้น ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายและกรอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ ตอกย้ำความเป็นห่วงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลปัจจุบัน เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศ
จุดประสงค์ของการประชุมวันนี้ตนขอมอบนโยบายและกรอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างที่ทุกท่านทราบดี รัฐบาลปัจจุบัน เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศ
โดยในเรื่องรัฐธรรมนูญ รัฐบาลนี้ได้เดินหน้าตั้งคณะกรรมการเพื่อเริ่มดำเนินการแล้ว โดยจะดำเนินการทำประชามติ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2567 การใช้จ่ายภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และแผนต่าง ๆ ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด รัฐบาลจะมีเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เป็นวงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ซึ่งมีความตั้งใจบริหารจัดการการคลังด้วยความรอบคอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาวินัยและเสถียรภาพทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
นายกฯ ‘เศรษฐา’ วางกรอบ 5 ข้อเบิกจ่ายงบปี’67
อย่างไรก็ตาม ในการวางแผนใช้จ่ายงบประมาณปี 2567 ขอวางกรอบความสำคัญ 5 ข้อต่อไปนี้ 1\. ขอให้จัดทำงบและเบิกจ่ายงบประมาณคำนึงถึงกรอบกฎหมายและวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ขอให้ทุกๆหน่วยงานพิจารณาดูว่าอะไรที่ทำได้ก็ขอให้ดำเนินการทำไปก่อน แต่อย่าลืมเรื่องความถูกต้องตามกระบวนการ 2\. ทำอย่างบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีหลายโครงการในอดีตเคยเกิดขึ้น ส่วนตัวไม่อยากให้เกิดภาพเช่นนั้นในรัฐบาลนี้ 3\. ทำอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยขอให้วางแผนจัดทำคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของรัฐ และคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง
“การทำแผนงานหรือโครงการ ขอให้ทำตามความจำเป็นเร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงขอให้ทุกหน่วยงานนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิผล และเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน ทำให้ประชาชนเห็นว่าเงินภาษีของพวกเขา ถูกใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าทุกบาท ทุกสตางค์”
— นายกรัฐมนตรี กล่าว
4\. ทำอย่างมีตัวชี้วัดและเป้าหมาย โดยชี้ไม่สนับสนุนการทำงาน ‘ไม่มีเป้าหมาย’ เพราะที่ไม่ก่อให้เกิดผลดีกับประเทศ ประชาชน โดยชี้ว่า จะเป็นการนำภาษีประชาชนไปละลายแม่น้ำ ไม่เกิดประโยชน์ ไม่สนับสนุนการนำงบประมาณไปทำอะไรที่ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีจุดประสงค์ที่จับต้องได้ ไม่มีความชัดเจน ฉะนั้น ขอให้พิจารณาลดแผนงานหรือโครงการต่างๆ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้การใช้งบประมาณอย่างตรงเป้าหมายและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ 5\. ทำให้ครบทุกแหล่งเงินทุน ยึดวินัยการเงินการคลัง โดยให้จัดทำแผนการใช้จ่ายโดยพิจารณาให้ครบทุกแหล่งเงินทุน เงินนอกงบประมาณ และเงินงบประมาณ
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ถึงแม้งบประมาณปี 67 จะล่าช้า แต่ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ขอให้จัดส่งให้สำนักงบประมาณภายในวันที่ 6 ตุลาคม 2566 ที่จะถึงนี้ พร้อมให้วางแผนงบประมาณให้มีสิทธิภาพ เพื่อจะได้ใช้ภาษีของประชาชนทุกบาท ทุกสตางค์ อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน
ซึ่งงานนี้ นอกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้นำเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ยังมี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งประชุมร่วมผ่านระบบวิดีโอคอลในครั้งนี้ด้วย




