ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกจากสงครามตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ รัฐบาลไทยเร่งเดินหน้าตรวจสอบสถานการณ์น้ำมันภายในประเทศอย่างเร่งด่วน หลังเริ่มปรากฏสัญญาณผิดปกติในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งปัญหาน้ำมันขาดช่วงในบางพื้นที่ และข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่ามีการลดการจัดสรรน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมหน่วยงานด้านพลังงานทั้งหมดที่รัฐสภา เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในระบบน้ำมันของประเทศ
โดยยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบเชิงลึกในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
“จะเรียกทุกฝ่ายมาแกะดูทีละคน ใครกักตุน ใครพูดไม่จริง ต้องรู้ให้ได้” ซึ่งมีหลายปมที่ประชาชนคืบแคลงสงสัย
ปม ‘น้ำมันหาย’ ทั้งที่บอกสต็อกพอ
แม้กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองถึง 101 วัน และโรงกลั่นยังเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า
• ปั๊มน้ำมันบางแห่งได้รับจัดสรรลดลง
• คลังน้ำมันบางพื้นที่ไม่มีสินค้าส่งต่อ
• ผู้ประกอบการขนส่ง-ประมงเริ่มได้รับผลกระทบหนัก
จึงตั้งคำถามสำคัญว่า “น้ำมันที่กลั่นแล้วหายไปไหน” น้ำมันที่ผลิตออกจากโรงกลั่นแล้วกลับไม่ปรากฏในระบบปลายทาง พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของการบริหารสต็อกที่ผิดปกติ หรือแม้กระทั่งการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศผ่านเส้นทางทางเรือ
ประเด็นดังกล่าวทำให้รัฐบาลเตรียมตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้าส่ง และสถานีบริการ เพื่อหาจุดที่ทำให้เกิด ‘คอขวด’ ในระบบ และระบุให้ได้ว่าเกิดจากปัจจัยทางเทคนิค หรือพฤติกรรมกักตุนเพื่อเก็งกำไร
ภาคเศรษฐกิจเริ่มรับแรงกระแทก
ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเริ่มลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะ
• ภาคประมง เริ่มจอดเรือ หลังต้นทุนสูงเกินรับไหว
• ภาคขนส่ง รวมตัวเรียกร้อง หลังน้ำมันไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ
• สถานีบริการ ถูกผู้บริโภคร้องเรียน แม้ไม่ใช่ต้นเหตุ
ในเบื้องต้น รัฐบาลเตรียมนำ ‘น้ำมัน B20’ มาใช้เป็นทางเลือกเพื่อลดภาระต้นทุนในภาคประมง โดยคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 5 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ วิกฤตพลังงานในประเทศมีรากฐานมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงกดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้ผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าอย่างไทย
เดิมพัน ‘ความจริง’ ในห่วงโซ่น้ำมัน
การประชุมในวันที่ 19 มีนาคมจึงถูกจับตาในฐานะ ‘จุดชี้ขาด’ ที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริงของปัญหาน้ำมันในประเทศ ว่าเกิดจากภาวะตลาดโลก ความไม่สมดุลของระบบกระจาย หรือพฤติกรรมแสวงหากำไรในช่วงวิกฤต
หากไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว สถานการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่วิกฤตพลังงานภายในประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อทั้งต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้างต่อไป




