การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีได้รายงานผลสำคัญจากการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ส่งผลโดยตรงต่อการค้าเกษตรของไทย
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในระหว่างการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กราบบังคมทูลยืนยันต่อหน้าพระพักตร์ว่า จีนพร้อมสนับสนุนสินค้าการเกษตรไทย โดยเฉพาะ ‘ข้าว’ พร้อมประกาศความประสงค์ซื้อข้าวจากไทย 500,000 ตันทันที ซึ่งนายกฯ ระบุว่าเป็น “ผลลัพธ์จากพระบารมีและการผลักดันร่วมกันของทุกฝ่าย” หลังเจรจายืดเยื้อมาหลายเดือน
อนุทินกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายจีนยังไม่ยืนยันปริมาณสั่งซื้อ แต่มีสัญญาณบวกจากการพบปะผู้นำหลายเวที ทั้งอาเซียนที่มาเลเซีย และเอเปคที่เกาหลีใต้ กระทั่งผู้นำจีนประกาศตัวเลขดังกล่าวต่อหน้าพระมหากษัตริย์ ทำให้ไทยมั่นใจได้ว่าดีลนี้ งปิดสำเร็จแน่นอน’ โดยขณะนี้จีนได้แจ้งคอนเฟิร์มออเดอร์อย่างเป็นทางการแล้ว แม้สต๊อกยังไม่ออกจากท่าเรือ แต่ระบบสั่งซื้อมีการขยับทันที ส่งผลให้ราคาตลาดปรับตัวดีขึ้น
นายกฯ ยังเปิดเผยอีกว่า ไทยเพิ่งปิดดีลขายข้าวเพื่อความมั่นคงอาหาร (food security) ให้สิงคโปร์เพิ่ม 100,000 ตัน พร้อมขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการต่างประเทศ และทุกหน่วยงานที่ร่วมผลักดันต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ นายกฯ เรียกร้องให้ทุกหน่วยงานทำหน้าที่ ‘เซลส์แมนประเทศไทย’ ผลักดันสินค้าไทยทุกชนิดสู่ตลาดโลก โดยชี้ว่าจุดแข็งของข้าวไทยคือ “คุณภาพและรสชาติ” ไม่ใช่การแข่งขันด้วยราคา ระบุว่า หากลดราคา 10–20% ขายได้แน่ “แต่จะกระทบรายได้ประเทศและชาวนา” จึงต้องรักษาเกรดและสร้างมูลค่ามากกว่าการตัดราคา
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ราคาข้าวหอมมะลิปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 13,000 บาทต่อตัน จากข้อมูลที่ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รายงานในช่วงเช้า โดยย้ำว่าข้าวหอมมะลิเพียง 5-6 ล้านตัน จากผลผลิตรวมราว 30 ล้านตัน จึงต้องเร่งพัฒนาคุณภาพข้าวชนิดอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพส่งออกในภาพรวม
สำหรับตลาดโลกปีนี้ นายกฯ ระบุว่า ไทยเผชิญปัญหาผลิตข้าวเกินความต้องการ ทำให้ราคากดตัวลง จึงมอบหมายให้ นบข. เร่งกำหนดมาตรการดูแล “ราคา-คุณภาพ-ปริมาณ” แบบยั่งยืน ให้ทุกห่วงโซ่ตั้งแต่ชาวนา โรงสี ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้ส่งออก “อยู่ได้พร้อมกัน” พร้อมเน้นว่ามาตรการช่วยชาวนาต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำเพื่อประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
นายกฯ-อนุทิน ย้ำว่า ด้วยเจตนารมณ์ร่วมของ ครม. และความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ไทยสามารถรักษาคุณภาพข้าวและอำนาจต่อรองในตลาดโลกได้ และพร้อมผลักดันยอดส่งออกไปจีนต่อจากล็อตแรก 500,000 ตัน ซึ่งจีนมีความต้องการรวมกว่า 1.3 ล้านตัน





